Get Adobe Flash player

ที่เที่ยวที่ซ่อนอยู่ในบางมุมของกรุงเทพฯ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ต่อยอดจากฉบับที่แล้ว ได้เกริ่นถึงที่เที่ยวอีกหลายที่ในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวแทบจะไม่รู้ หรือเราคนไทยเองแทบจะลืมไปเลยว่ามีแบบนี้ในกรุงเทพฯ ด้วยนะ วันนี้ ผมจะพาไปทอดน่องท่องในหลืบมุมที่มีของดีที่แอบซ่อนอยู่ในเมืองกรุง นะครับ

สุข สเตชั่น

สุขสเตชั่น สถานีแห่งความสุข คือชื่อโรงแรมที่พักแนวใหม่ ออกแบบคล้ายคุกที่ขังคนทำความผิด สถานีความสุขแห่งนี้ คนที่ชอบบรรยากาศแปลกๆ หรืออยากได้อารมณ์ประมาณถูกกักขังน่าจะชอบ หากทางผู้เข้าพักอยากจะทำตัวให้เข้ากับบรรยากาศจริงๆ ทางโรงแรมก็จัดชุดลายขวางและจัดป้ายชื่อไว้ให้ได้เข้าถึงบรรยากาศแบบสุดๆ ไปเลย

สำหรับแรงบันดาลใจของเจ้าของที่ทำโรงแรมแนวนี้ ได้มาจากภาพยนตร์อเมริกันดราม่าจากเรื่อง The Shawshank Redemption ที่พูดถึงชีวิตของนักโทษในคุกชอว์แชงค์ จึงนำบรรยากาศของคุกมาใช้เป็นธีมในการออกแบบ นอกจากเป็นโรงแรมที่พักแล้ว สุขสเตชั่นยังมีบริการเป็น Café และ Working Space อีกด้วย

สำหรับคุณผู้อ่านที่อยากไปสัมผัสคุกที่ขังแต่ความสุขแห่งนี้ ก็ไปได้ที่

สุข สเตชั่น (Sook Station) 45-49
ซอยสุขุมวิท 101/2 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพ
โทร. 086 332 0555

ชมวิหารภิกษุณีที่วัดเทพธิดาราม

ภิกษุณี คือ พระผู้หญิงในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้ครับ ภิกษุณี เกิดขึ้นในพรรษาที่ 5 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ โดยมีพระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระภิกษุณีรูปแรก ซึ่งกว่าจะบวชเป็นภิกษุณีได้นั้น ต้องรักษาศีล 6 (คือ 6 ข้อแรกในศีล 10) ไม่ให้ขาดเลยตลอด 2 ปีก่อน จึงขออุปสมบทได้ และต้องรับการอุปสมบทโดยสงฆ์สองฝ่าย คือ บวชโดยภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องบวชโดยภิกษุสงฆ์ ด้วย
ภิกษุณีสงฆ์เจริญรุ่งเรืองในลังกาทวีปยาวนานไม่น้อยกว่า 1,000 ปี แต่ในที่สุดสูญสิ้นไปด้วยเหตุใด สากลใดไม่ปรากฏชัด ส่วนในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเคยมีการประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ แต่ก็ปรากฏรูปหล่อหมู่ 52 องค์ของภิกษุณีอยู่ที่วิหารภิกษุณีในอิริยาบทที่แตกต่างกันไป ที่วัดเทพธิดาราม ซึ่งอยู่ติดกับโลหะปราสาท รูปหล่อภิกษุณีทั้ง 52 องค์ บ้างอยู่ในลักษณะนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ บ้างก็นั่งตะบันหมาก ถือผ้าเช็ดหน้า ถือกระโถน ตามแต่อิริยาบทที่แตกต่างกันไป ส่วนองค์ที่นั่งในท่าขัดสมาธิคล้ายกับพระพุทธรูป สันนิษฐานว่าเป็นพระภิกษุณีรูปแรก คือ พระนางมหาปชาบดีโคตมี นั่นเอง

เที่ยวหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลก

กรุงเทพฯ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บางแห่งเคยเป็นหลุมหลบภัยมาก่อน ในปัจจุบันมีการอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์ให้ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่บางส่วนก็เลือนหายไปตามกาลเวลา หรือแปรสภาพเป็นอย่างอื่นไปแล้ว

หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามต่อฝ่ายพันธมิตร ส่งผลให้กรุงเทพฯ เป็นเป้าหมายการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ของกองทัพญี่ปุ่น ทำให้ช่วงนั้นรัฐบาลได้ออกคู่มือการป้องกันภัยทางอากาศให้กับประชาชน และได้แนะนำให้เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และได้สร้างหลุมหลบภัยหลายแห่งขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้หลบลูกระเบิด ซึ่งมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น

หลุมหลบภัยบริเวณสะพานเจริญพาศน์

หลุมหลบภัยบริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี

หลุมหลบภัยบริเวณหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง

หลุมหลบภัยบริเวณเกาะกลางถนนสิบสามห้าง บางลำภู

หลุมหลบภัยในสวนสัตว์ดุสิต

หลุมหลบภัยบริเวณหน้าประตูทางเข้าเอเชียทีค ซอย 1

หลุมหลบภัยในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

หลุมหลบภัยในกองบัญชาการตำรวจนครบาล วังปารุสกวัน

และหลุมหลบภัยบริเวณถนนสุรศักดิ์

แต่ในปัจจุบันหลุมหลบภัยที่กล่าวมาข้างต้น คงเหลืออยู่เพียงที่สวนสัตว์ดุสิต ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และที่เอเชียทีคเท่านั้น โดยได้รับการปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์และสถานที่ท่องเที่ยว นอกนั้นแปรสภาพจนไม่หลงเหลือความเป็นหลุมหลบภัยให้ได้เห็นอีกแล้ว

ชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้มีจุดเริ่มต้นจาก คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับชาติ ต้องการเผยแพร่ความรู้และสืบสานวัฒนธรรมงานดอกไม้ไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม โดยเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2555 ภายในบริเวณบ้านโบราณสไตล์โคโลเนียลอายุกว่าร้อยปีในซอยองครักษ์ เดิมพื้นที่ในซอยนี้เป็นที่ดินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อให้เป็นที่พำนักของเหล่าองครักษ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถนนบริเวณหน้าบ้านเคยเป็นคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน

สำหรับการจัดแสดงผลงาน จะจัดเป็นห้องจัดนิทรรศการ 2 ชั้นรวมทั้งหมด 7 ห้อง คือ ห้องหอภาพดุสิต โลกแห่งวัฒนธรรมดอกไม้ อุโบสถดอกไม้ หอมรดกวัฒนธรรมดอกไม้ หอมรดกวัฒนธรรมดอกไม้ ปากกาและดินสอ และห้องหัวใจแห่งการจัดดอกไม้สมัยใหม่ ภายในแสดงชิ้นงาน หลักฐาน ภาพถ่ายไปจนถึงไม้ดอกไม้ใบ และวัฒนธรรมของการจัดดอกไม้ งานมาลัยเครื่องแขวน พานดอกไม้ บายศรี ดอกไม้สดประดิษฐ์เล็กๆ กระทง และใบตอง โดยมีตัวอย่างงาน วางไว้ให้ชม ตลอดจนภาพถ่ายวิถีชีวิตของคนโบราณและงานสถาปัตยกรรมของเขตดุสิตในสมัยอดีต

สำหรับการชมภายนอกเรือน จะเป็นการชมความงามของดอกไม้ในบรรยากาศที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง คือการเดินชมสวนรอบ ๆ พิพิธภัณฑ์ฯ สดสวยสะพรั่งไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ทั้งไม้ใบและไม้ดอกมงคล ที่ปลูกตามความเชื่อของไทยโบราณ อาทิ จำปี จำปา มะลิ ดอกแก้ว ดอกพิกุล ดอกรัก และดอกพุด รวมทั้งกล้วยตานีสีดำ ที่ใช้ในงานใบตองของไทย หลังจากนั้นแวะนั่งพักจิบน้ำชาพร้อมชิมขนมไทยซึ่งมีร้านด้านหน้าบ้านคอยบริการนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมวัฒนธรรมดอกไม้ มีร้านอาหารที่มีชื่อที่ยาวที่สุดในโลก คือ ร้าน “จันทรานารี มาลีเมรัย ผูกใจดวงน้อยของฉันไว้ ใต้แสงเดือนงามยามเที่ยงคืน” หรือ “Midnight Moon” ที่เปิดบริการเพียง 3 วัน คือวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ เฉพาะมื้อค่ำ ในแบบเซตเมนู อาหารเล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ที่มีมากกว่าการโรยดอกไม้ โดยมีคอนเซ็ปท์เรียกสั้นๆว่า “โคดาวาริ” ที่ผ่านกระบวนการคิดประมวลออกมาจากใจ ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ การปรุง เล่าผ่านประสบการณ์และความรู้เรื่องดอกไม้จนออกมาเป็นอาหาร 1 จาน

หากท่านผู้อ่านสนใจ ครั้งหน้าถ้าได้กลับเมืองไทย สามารถติดต่อขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ตามที่อยู่นี้ครับ

315 ถนนสามเสน ซอย 28 แยกองครักษ์ 13 เขตดุสิต กรุงเทพฯ (www.floralmuseum.com)

พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ