Get Adobe Flash player

งานส่งเสริมการขายกอล์ฟในเมืองไทย โดย เอ สุริยะ

Font Size:

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท. ) จัดงาน TGTM 2018 ( Thailand Golf Travel Mart 2018 ) โดยนำผู้ซื้อจากทั่วโลก 127 รายพบปะผู้ขาย 111 รายพร้อมเชิญสื่อมวลชนจากไทยและต่างประเทศร่วมทำข่าวเมื่อวันที่ 24-26 กรกฏาคม ที่ผ่านมา งานจัดขึ้นที่โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดภูเก็ต

การจัดงานครั้งนี้ ททท.มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์ด้านกอล์ฟของประเทศไทยในเวทีระดับโลกในฐานะ World Class Golf Destination ประชาสัมพันธ์ศักยภาพความพร้อมด้านกีฬากอล์ฟของประเทศไทยให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวชาวต่างประเทศให้รับทราบถึงสินค้าด้านกอล์ฟ และบริการทางการท่องเที่ยวและนำไปเสนอขายในรายการนำเที่ยว สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจกอล์ฟของไทย นำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ สู่ตลาดต่างประเทศ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาเล่นกอล์ฟในประเทศไทย รวมถึงสร้างรายได้จากกิจกรรมกอล์ฟของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ทำไมต้องสร้างภาพลักษณ์ให้เมืองไทยเป็น World Class Golf Destination  

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการ ททท.ด้านสื่อสารการตลาดกล่าวว่า “เพราะประเทศไทย สามารถ เล่นกอล์ฟได้ทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน หรือ ฤดูหนาว และมีสนามกอล์ฟสวยๆ อยู่ในทุกๆ ภาค ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาค เหนือ ใต้ ตะวันออก และ ตะวันตก และเนื่องจากจังหวัดภูเก็ต สามารถดึงความสนใจจากเอเจ้นต์ทัวร์ชั้นนำทั่วโลกได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากภูเก็ตจะมีแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ ทะเลที่สวยงามเป็นที่รู้จักทั่วโลกแล้ว ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาก็ยังเป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะกีฬากอล์ฟ ซึ่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นเมืองที่โดดเด่นในด้านการเล่นกอล์ฟอันดับ 1 ในเอเชีย รวมถึงความพร้อมของสนามที่มีมากกว่า 200 สนามทั่วประเทศ งานนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เอเจนท์จากทั่วโลกด้านกีฬากอล์ฟได้มาพบปะกับเอกชนไทยที่เป็น Sellers ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความร่วมมือด้านธุรกิจและเป็นการนำเสนอการท่องเที่ยวให้กับเมืองไทย

ในปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวที่มาทำกิจกรรมกอล์ฟในประเทศไทยประมาณ 4 แสนกว่าคน สร้างรายได้ประมาณ 4.8 พันล้านบาท มีค่าใช้จ่ายวันละ 12,215 บาท/คน/วัน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 2-3 เท่าตัว และหากรวมกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเล่นกอล์ฟและท่องเที่ยวทั่วไปด้วย ในแต่ละปีมีนับล้านคน และถือเป็นรายได้อันดับ 2 ของประเทศเมื่อเทียบกับการท่องเที่ยวในลักษณะอื่น ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับ 7 ของโลกในการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มกอล์ฟ และอันดับ 1 ในเอเชีย เป็นการตอกย้ำและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ “World Class Golf Destination และ ททท.คาดว่าภายในสองปีนับจากนี้ รายได้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวกลุ่มกอล์ฟจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% และจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นกอล์ฟในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นจากความพร้อมในทุกๆ ด้านอีกด้วย”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ททท. ได้จัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย โดยเชิญผู้ซื้อ (Buyers) จำนวน 127 ราย จากทั่วโลกผ่านการเชิญจากสำนักงาน ททท. ในต่างประเทศ มาพบปะกับผู้ขาย (Sellers) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านกอล์ฟ โรงแรม และสถานบริการด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยกว่า 111 ราย และยังได้จัดกิจกรรมกอล์ฟทัวร์นาเม้นท์ และการนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวด้านกอล์ฟ แหล่งท่องเที่ยวและสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมเชิญสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศจำนวน 41 ราย มาเข้าร่วมทำข่าวเผยแพร่การจัดงานฯ ด้วย

นอกจากภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ จะเป็นจังหวัดที่นักกอล์ฟให้ความนิยม ปัจจุบันตลาดในพื้นที่หนองคาย ลำพูน ลำปาง และจันทบุรี ก็เป็นที่สนใจของคนรักกอล์ฟเช่นกัน

​ทั้งนี้ กลุ่มกอล์ฟเป็นตลาดความสนใจเฉพาะที่มีศักยภาพสูง ทั้งยังสามารถต่อยอดการขายไปสู่สินค้าอย่างอื่นอีก เช่น ชอปปิ้ง สปา และอาหารไทย

เมื่อร่วมงานกอล์ฟในภูเก็ตแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะไปชมเมืองภูเก็ตว่ามีอะไรแปลกใหม่จากเดิมบ้าง สิ่งแรกที่นึกถึงคือย่านโอลด์ทาวน์ ด้วยความมีเสน่ห์ของย่านเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลักฐานปรากฏให้เห็นคือ สถาปัตยกรรมของตึกรามบ้านช่องในแบบชิโนโปรตุกีส ซึ่งมีการบูรณะทาสีใหม่อย่างสวยงาม สีสันสดใส น่าเดินถ่ายรูปยิ่งนัก ยิ่งในตอนนี้ จะมีถนนคนเดินในวันอาทิตย์ เรียกว่า หลาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 16.00 – 22.30 น. ถือเป็นตลาดที่แสดงวัฒนธรรมของภูเก็ตได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นของกินพื้นเมือง สินค้าจากงานฝีมือต่างๆ รวมไปถึงการแสดงมากมายของคนท้องถิ่น ที่แบ่งเป็นโซนๆ ให้นักท่องเที่ยวเลือกชมตามความชอบของแต่ละคนได้

แต่สิ่งที่ดึงดูความสนใจของผม และสามารถทำให้ย้อนรำลึกถึงย่านดาวน์ทาวน์ในแอลเอได้คือ ภาพศิลปะบนกำแพง หรือกราฟฟิตี้ ที่ทำให้เดินถ่ายรูปได้สนุกไปเลยล่ะครับ

ตกหัวค่ำก็ไปชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ไฮไลท์อยู่ที่แหลมพรหมเทพ จุดชมพระอาทิตย์ตกที่คลาสสิคที่สุดของภูเก็ต หรือจุดชมวิวบนบนยอดเขารัง ก็เห็นวิวของจังหวัดภูเก็ตจากที่สูง สวยไม่แพ้กันเลยครับ

ส่วนอาหารอร่อยๆ ของภูเก็ตที่ไม่เหมือนใคร ไปแล้วต้องลอง คือ โอวต้าว  ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองประจำจังหวัดภูเก็ต โอต้าวเป็นอาหารของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ถูกนำเข้ามาที่จังหวัดภูเก็ตและประเทศ สิงคโปร์ และปีนัง ซึ่งโอวต้าวของแต่ละเมืองก็จะมีความแตกต่างกันไป สำหรับในภูเก็ตมีลักษณะคล้ายๆ หอยทอดในภาคกลาง แต่จะมีรสชาติที่จัดจ้านและแป้งเหนียวนุ่มกว่า

ส่วนผสมของโอวต้าวนั้น จะใส่ “หอยติบ” หรือ หอยนางรมตัวเล็กๆ ไข่ไก่ เผือก ปรุงรสด้วยซอสสูตรเด็ด ซีอิ๊วขาว พริก พริกไทย ผัดจนแห้งๆ โรยด้วยหอมเจียวและกากหมู กินกับถั่วงอกแก้เลี่ยน

มาถึงแล้วก็ต้องลองครับ ส่วนของหวานก็จะเป็น โอ๊ะเอ๋ว น้ำแข็งไสสไตล์ภูเก็ต ขนมหวานขึ้นชื่อประจำจังหวัด โอ๊ะเอ๋ว มีลักษณะเป็นวุ้นไม่มีสีไม่มีรส โปะด้วยน้ำแข็งไส ราดน้ำเชื่อมหรือน้ำแดง ใส่เครื่องเคียงต่างๆ เหมือนขนมหวานในภาคกลาง เช่น ลูกชิด ขนมปัง เม็ดแมงลัก  หอมหวานชื่นใจมากครับ

เที่ยวภูเก็ตก็อย่าลืมมาชิมกันนะครับ พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ