Get Adobe Flash player

อุทัยธานี เมืองสงบเงียบงาม ในลุ่มน้ำสะแกกรัง 1 โดย เอ สุริยะ

Font Size:

นานแล้ว ที่ไม่ได้ออกไปทอดน่องท่องเมืองแบบที่ใช้ชีวิตสงบ เรียบง่าย มาคราวนี้ มีโอกาสได้ไปเยือนเมืองที่ส่วนใหญ่ เรามักใช้เป็นทางผ่านไปเพื่อมุ่งสู่จังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆ คนไปเที่ยวกันมากๆ จนละเลยความสำคัญของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไป วันนี้มีโอกาสที่ผมจะได้ท่องเที่ยวแบบเรียบง่าย ไม่คาดหวังที่จะต้องพบเจอนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่คาดหวังที่จะได้เจอแหล่งท่องเที่ยวที่คนนิยม ผมเลยตัดสินใจมาที่ อุทัยธานี เมืองเงียบๆ ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง

ฟื้นฝอย หารอยเมือง

บ้านเล่าเรื่อง แต่ปูมหลัง

ย่านเก่า บ้านสะแกกรัง

เมืองยังย่าง อย่างเงียบงาม

ไปถึงเมืองอุทัยคราวนี้ ผมบังเอิญได้พบกับพี่ที่สนิทกัน คือพันเอกจเร ศรีสุก และโชคดีว่าพี่จเรเป็นคนอุทัยโดยกำเนิด จึงมีความผูกพันและรู้เรื่องเมืองอุทัยเป็นอย่างดี ผมจึงขอให้พี่จเรเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ให้พาเดินชมจุดสำคัญๆ ที่พวกเราจะต้องรู้ กลอนด้านบน จึงออกมาจากปากพี่จเรให้เราได้มีความอยากได้ใคร่รู้เรื่องราวที่น่าค้นหาของเมืองเล็กๆ และเงียบแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

 

 

ฟื้นฝอยหารอยเมือง บ้านเล่าเรื่องแต่ปูมหลัง

จริงๆ แล้วอุทัยธานีมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวโยงกับกรุงเทพฯอยู่ไม่น้อย ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ที่นี่เป็นเมืองที่เป็นบ้านเกิดของพระบิดาของ รัชกาลที่ 1 ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อนับย้อนไปตั้งแต่ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ. 2251-2275) นั้น สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ พระนามเดิม ทองดี เดิมทรงรับราชการในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกลง จึงทรงอพยพครอบครัวไปรับราชการกับเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ต่อมาทรงพระประชวร สิ้นพระชนม์ในเมืองพิษณุโลก บุตรชายชื่อ "ทองด้วง" ภายหลังได้รับราชการเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบจราจลในกรุงธนบุรี และสถาปนาเป็นกษัตริย์ราชวงศ์จักรีปกครองแผ่นดินทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก"

ส่วนประวัติอีกเรื่องหนึ่งนั้น ถ้าสังเกตในตัวเมืองอุทัยธานี จะเห็นว่ามีสัญลักษณ์ของช้างเต็มทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้าส่องสว่าง หรือวงเวียนกลางเมือง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงไตรรงค์ในปัจจุบัน ก็มีสาเหตุจากเมืองอุทัยธานีนี่เอง

การเปลี่ยนแบบธงชาติไทย ต้นเหตุอยู่ที่อุทัยธานี

แต่ก่อนแต่ไร ธงชาติไทยไม่ใช่สีแดง ขาว น้ำเงินเหมือนในทุกวันนี้ แต่เดิมเป็นธงช้าง ซึ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเหตุผลที่คาดไม่ถึงจากการที่ชาวจังหวัดอุทัยธานี รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ. 2459

หลังจากที่มีการประกาศข่าวให้ชาวเมืองอุทัยทราบกันแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดอุทัยธานี ราษฎรจึงได้จัดเตรียมเคหสถานบ้านเรือนเป็นงานรับเสด็จเป็นการใหญ่ ส่งผลให้ตลอดข้างทางเสด็จในเมืองอุทัยธานี ประดับไปด้วยธงทิว ซุ้มดอกไม้ และโต๊ะบูชา เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี

แต่ในระหว่างที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินผ่านตัวเมืองอุทัยธานี ไปถึงแถบชุมชนที่ห่างจากบริเวณตัวเมือง ชาวบ้านในตัวชุมชนก็ได้พยายามติดธงช้างเพื่อให้การต้อนรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกัน แต่มีบ้านหลังหนึ่งที่ได้ธงมาอย่างกะทันหัน จึงได้เอาธงช้างไปติดไว้บนยอดหน้าจั่วหลังคา แต่เมื่อขบวนเสด็จพระราชดำเนินมาหยุดลง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรขึ้นไปเห็นธงช้างผืนนั้น อยู่ในลักษณะช้างนอนหงายเอาเท้าชี้ฟ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นมงคล จากนั้นเป็นต้นมา พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า ธงชาติต้องมีรูปแบบที่สมมาตรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และไม่ว่าติดด้านไหนก็ไม่มีลักษณะกลับหัว จึงมีการเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงริ้วสีแดงขาวเท่านั้น แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งโดยเพิ่มริ้วสีน้ำเงินตรงกลาง โดยรวมทั้ง 3 สีหมายถึง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวพันกันหรือไม่กับเพลงกล่อมเด็ก “วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี ลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี..” เมื่อเดินทอดน่องขึ้นสะพานปูนสีม่วงข้ามน้ำสะแกกรังจากฝั่งตลาด มาถึงฝั่งเกาะเทโพ ได้พบวัดงามอยู่วัดหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง นั่นคือ “วัดอุโปสถาราม” หรือชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า “วัดโบสถ์” ทำให้นึกถึงบทเพลงกล่อมเด็กที่แม่เคยใช้กล่อมนอนตอนวัยเยาว์ สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์และวิหาร เป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน  ส่วนในวิหารเขียนเป็น ภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวกชุมนุมสลับกับพัดยศ เหมือนจะไหว้พระประธานในวิหาร ฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิงศพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา

ส่วนด้านนอก จะพบกับสถาปัตยกรรมในรูปแบบของ “เจดีย์สามสมัย” ตั้งเรียงรายอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงแม้ว่าเจดีย์สามองค์นี้จะมีชื่อเรียกว่าเจดีย์สามสมัยก็ตาม แต่จากการสันนิษฐานนั้นพบว่า เจดีย์ทั้งสามองค์นี้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทั้งสามองค์ มีรูปแบบที่แตกต่างกัน เริ่มจากเจดีย์ทรงระฆังเป็นศิลปะแบบอยุธยา  เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ และเจดีย์ทรงลอมฟางเป็นศิลปะแบบสุโขทัย มีมณฑปแปดเหลี่ยมสองชั้น มีบันไดวนอยู่ด้านนอกอาคาร ซุ้มหน้าต่างเป็นวงโค้งแบบอาคารในยุคอาณานิคม  ที่มีลักษณะผสมแบบตะวันตก มีลายปูนปั้นคล้ายไม้เลื้อยที่กรอบหน้าต่าง และมีพระพุทธรูปปูนสลักนูนสูง

เรือนแพ วิถีชีวิตริมน้ำสะแกกรัง

ชาวแพผูกแพตั้งแคร่ร้าน

เรือนชานล้อมกระชังขังปลาขาย

ปลูกไผ่เลี้ยงผักปักเสาราย

สองชายฝั่งน้ำสะแกกรัง

กลอนบทนี้ สามารถบอกเรื่องราวของวิถีชีวิตของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังได้อย่างเห็นภาพชัดมาก ปัจจุบันมีเรือนแพริมน้ำอยู่ประมาณ 130 หลังคาเรือน ทุกเรือนแพมีทะเบียนบ้าน ที่น่าสนใจคือในทะเบียนบ้าน ชื่อถนนคือแม่น้ำสะแกกรัง หลายคนเรียกที่นี่ว่าเรือนแพมีชีวิต เพราะนอกจากชาวแพจะมีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังแล้ว ยังปลูกใบเตย ซึ่งรากของใบเตยจะเป็นที่วางไข่ของปลาในแม่น้ำ โดยเฉพาะปลาแรด  ซึ่งปลาแรดที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง เขาว่ากันว่ามีรสชาติอร่อยไม่มีใครเหมือน ใครที่มีโอกาสมาเที่ยวคงต้องหาโอกาสไปชิมแล้วล่ะครับ ชาวแพที่นี่ไม่ได้มีอาชีพประมงหรือปลูกไผ่ปลูกผักเพียงอย่างเดียว แต่ชาวแพที่นี่ยังประกอบอาชีพทั่วไปที่คนบนพื้นดินเขาทำกันด้วย วิถีชีวิตแบบนี้ แทบจะหาไม่ได้แล้วในเมืองไทย คงเหลือชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังแห่งเดียวเท่านั้น

เล่าเรื่องเมืองอุทัย แค่ฉบับเดียวคงยังไม่พอ เอาไว้มาต่อฉบับหน้านะครับ