Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา สิระสา นะมามิฯ ขอนอบน้อมพระโพธิสัตว์เจ้าที่มุ่งหวังพุทธภูมิพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้าฯ

ใคร่ขออาราธนาบทสนทนาที่เหนือคำบรรยาย จากการเล่าโดย พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในสมัยที่ท่านเป็นพระอุปัฏฐากองค์หลวงตา ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ในขณะนั้น...

“...เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จไปนิมนต์หลวงตาไปในงานในวัง ปกติหลวงตาท่านไม่ค่อยไปไหน แต่ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปนิมนต์ ท่านด้วยพระองค์เอง เรายังจำได้.. วันนั้นเป็นวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๑ เป็นปีเฉลิมราชรัชมังคลาภิเษกที่ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ท่านนิมนต์หลวงตาเข้าวัง มาเป็นขบวนใหญ่ หลวงตาท่านจะอยู่ที่กุฏิ ท่านให้เราควบคุมดูแลญาติโยม ดูแลพวกทหารที่มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จมาตอน ๖ โมงเย็น

เมื่อขบวนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาถึง เรายืนตรงนี้ ผู้ว่าฯ สายสิทธิ์ยืนตรงนี้ หมออวย แล้วใครต่อใครยืนเป็นแถวรอรับเสด็จ แล้วท่านก็ขึ้นไปข้างบนซึ่งหลวงตารอท่านอยู่แล้ว ส่วนเราก็อยู่ตรงบันได ส่วนหลวงตาอยู่ข้างบน ที่ขึ้นไปก็มีพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จครบหมดเลย พระราชินี พระบรมฯ พระเทพฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ หมดทั้งครอบครัวเพื่อจะนิมนต์หลวงตาไปงานพิธีในวัง

พอพระองค์ท่านกราบหลวงตาเสร็จ ท่านก็ถวายคำถามแรก (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกหลวงตาว่า “หลวงปู่”) หลวงปู่... สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร โอ้... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ถามปัญหาหลวงตาขนาดนี้

หลวงตาตอบว่า... พุทธภูมิ ก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดรนั่นแหละ... พุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ... สาวกภูมิ เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือ การนำคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ ๑ คน หรือ ๓-๔ คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ตอบหลวงตาว่า “เข้าใจแล้วหลวงปู่"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กราบลาว่า เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม หลวงตาท่านได้เทศน์สั้นๆ ว่า “การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระ พุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ ๕ คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป ตกเย็นสอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ ๕ อย่างนี้ แต่... ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน... เอาล่ะๆ... อาตมาจะให้พร”

เมื่อพระเจ้าอยู่หัว ท่านเสด็จลงมา ท่านก็ตรัสว่า อยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงตาไปนานๆ... เราก็ได้ตอบท่านว่า เจริญพร... มหาบพิตร อาตมาก็อยากจะอยู่ แต่ถ้าถึงเวลาที่อาตมาจะต้องเอาตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงเวลาไปก็ต้องไปเหมือนกัน แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็บอกขอทำบุญกับหลวงตา ไม่เพียงมากราบหลวงตา ท่านมาที่วัด ท่านยังมาทำบุญกับพระด้วยปัจจัยที่เตรียมพร้อมจากพระหัตถ์ของท่านเอง จากนั้นพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จออกไปเยี่ยมประชาชนแล้วก็ขึ้นรถไป  นั่นแหละเราได้ฟังมา เรื่องของพระโพธิสัตว์ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร เสร็จแล้วพอตอนจบขอพร หลวงตาท่านก็สรุปและให้พร

 เรื่อง "ในหลวง คือ เครื่องหมายพระพุทธเจ้า"

 เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยะหลายรูปได้ปรารภไว้ว่า ในหลวงทรงเป็น "พระโพธิสัตว์" เหตุเพราะบารมีธรรมท่านถึงขั้น "ปรมัตถบารมี" พระองค์ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า จึงทรงเป็น "พระนิยตโพธิสัตว์" ซึ่งทรงมีคติที่เที่ยงแท้แน่นอนมิแปรผันว่า พระองค์ต้องสำเร็จบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน พระองค์สั่งสมบารมีมาเพื่อปรารถนาเป็นพระวิริยาธกพุทธเจ้า มีพระนามว่า "พระสุมงคลพุทธเจ้า" และความดีงามความเมตตาของพระองค์นี้ ไม่มีประมาณ เป็นอัปปมัญญา จึงทรงเป็นยอดพระมหากษัตริย์ที่เหนือกว่ากษัตริย์ใดๆ ทั้งปวงทั่วหล้า (ธรรมะจากความทรงจำข้าพเจ้า เล่าสู่กันฟัง)

ในหลวงพระองค์ทรงเดินทางไปเยี่ยมราษฎร ทั่วทุกถิ่นทุรกันดาร และทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็น "ยอดพระมหากษัตริย์" ที่เหนือกษัตริย์ทั้งปวงทั่วหล้า เพราะความดีงามที่พระองค์ได้ทรงสร้างเอาไว้ ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยายได้ทั้งหมด เพราะถ้าเอาความจริงมาวินิจฉัยแล้ว ทั่วทั้งประเทศไทยนี้ จะมีแต่รอยพระบาท คือ รอยเท้าของพ่อ ที่เหยียบย่ำไปมาทั่วผืนแผ่นดินไทย ด้วยพระทัยที่ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ ประดุจดั่งเป็นบุตรของพระองค์เอง ความรักความห่วงใยและความเมตตาของพระองค์นี่เอง ที่เป็น อัปปมัญญา คือ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต มากมายไม่มีที่สิ้นสุด

พ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยะทรงปรารภไว้ว่า ในหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็น "พระนิยตโพธิสัตว์" ทรงบำเพ็ญบารมีมามากมายมหาศาล จนถึงขั้น "ปรมัตถบารมี" และทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า พระองค์จะบรรลุพระโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตวงค์อย่างเที่ยงแท้แน่นอน มิแปรผัน ดังนั้นในหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็น "เครื่องหมายพระพุทธเจ้า" ใครที่คิดมุ่งร้ายต่อพระองค์ จึงเป็นผู้กำลังก้าวเดินตามรอยเท้าพระเทวทัตชนิดก้าวต่อก้าว คือผู้ที่กำลังสร้างอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักอันใหญ่หลวงที่สุด อันเป็นหนทางดำเนินสู่มหันตทุกข์ที่สุดในนรกอบายภูมิอย่างไม่สงสัยใดๆเลย

ในทางธรรม ทั่วทั้งไตรโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรเหนือความดีงาม คือ ธรรม และไม่มีอะไรเลวยิ่งกว่า กิเลสอาสวะ คือ ความชั่วความหลงที่สิงสถิตย์อยู่ในทุกดวงจิตวิญญาณของสัตว์โลก ผู้ที่ยังไม่มีคติที่แน่นอน ยังต้องหลงเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจุดหมายปลายทางว่า จะมีความสิ้นสุดยุติแห่งภพชาติลงเมื่อไร และต้องผจญมหันตทุกข์ในอบายภูมิไปอีกนานเท่าไร เมื่อคิดดังนี้ จึงทำให้รู้สึกสงสารปุถุชนเช่นเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายเป็นอันมาก

จากธรรมสนทนากับพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อุทัยธานี

พระองค์ท่านทรงตรัสว่า "ตอนนี้ให้คิดว่าผมเป็นพุทธศาสนิกชน และเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ผมถือว่า หลวงพ่อกับวิภาวดีเป็นคนนำทางสวรรค์มาสู่ผม ผมถือว่าเป็นอาจารย์คนสำคัญ ถือว่าเป็นอาจารย์สำคัญ"

ก็เลยถวายพระพรบอกว่า "ถือยังงั้นก็ถูก แต่ว่าทางที่ถูกควรถือว่า พระพุทธเจ้าสำคัญ เพราะธรรมะได้มานี่เป็นของพระพุทธเจ้า" ท่านก็ถามถึงธรรมะไปหลายๆ อย่าง เรียกว่าหลายอย่างน่ะละเอียดมาก แล้วก็ย้อนกันไปย้อนกันมา แต่ละจุดนี่ท่านถามละเอียดแบบนักเทศน์ก็ไม่เคยถามแบบนั้น ถามถึงเรื่อง "ฌาน" ถามถึงเรื่อง " อารมณ์วิปัสสนาญาณ"  ไปๆ มาๆ ท่านก็... ท่านพูดมาคำ บอกว่า "เขาพูดกันว่าผมปรารถนาพุทธภูมิ เป็นความจริงไหมครับ"

ก็เลยถวายพระพรบอกว่า "เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน เท่าที่ทราบพระองค์ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีก็เป็นปรมัตถบารมีแล้ว ก็เหลืออีกเพียง ๕ ชาติ ก็จะไปจบกิจ"

นั่งเฉย...นั่งเฉยไปประเดี๋ยว บอก "โอ้โฮ ! ต้อง ๕ ชาติหรือนี่" ชักหนักใจ !.........ท่านเลยบอกว่า "เอ๊ะ ! นี่ผมนึกว่าชาติเดียวนี้ก็เต็มทีแล้วนะครับ ชาตินี้ชาติเดียวก็เต็มที"

หมอเขาดูผม ผมให้หมอดู หมอเขาพยากรณ์บอกว่า "จะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา และต่อไป ๓-๔ ปี บ้านเมืองก็จะอยู่ในเกณฑ์สงบเรียบร้อย" ก็เป็นการดี......ผมก็เลยถามเขาว่า "ถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วก็ได้ อยู่เป็นสุขเสียที ไม่เหนื่อยใช่ไหม" หมอเขาตอบว่า "ไม่ใช่" ท่านก็เลยถามหมอต่อไปอีกว่า "ฉันต้องเหนื่อยจนตายใช่ไหม" หมอเขานิ่ง ท่านบอกหมอเขานิ่ง แล้วท่านก็เลยหันมาถามว่า "หลวงพ่อเห็นว่ายังไง" ก็เลยตอบไปว่า "ถ้าหมอเขาไม่ตอบอาตมาก็ตอบ ตอบว่าเหนื่อยยันตาย" ท่านก็เลยหัวเราะ ก็เหนื่อยยันตาย !

แต่วันนี้รู้สึกว่าท่านรื่นเริงมาก เห็นพวกชาววังเขาบอกว่า ตั้งแต่เสด็จไปภูพิงค์ฯ นี่ท่านไม่เคยยิ้มกับใครเลย รู้สึกว่าพระพักตร์ท่านจะเครียดอยู่ตลอดเวลา แต่วันนั้นคุยกันท่านยิ้ัมอยู่ตลอเวลา บางทีก็หัวเราะ ก็เล่นมวยวัดกันแล้วนี่น่ะ ท่านหัวเราะ ท่านก็เลยถามต่อ บอกว่า "ถ้าอย่างผมนี่" แต่ความจริงเคยถามมาแล้วตั้งแต่ที่ดอยอ่างขาง "ถ้าทำไปนี่จะสำเร็จไหม"

ก็เลยถวายพระพรบอกว่า "ที่พระองค์ปฏิบัติมานี่มันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญบารมีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเป็น วิริยาธิกะ วิริยาธิกะนี่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยแล้ว ไอ้แสนกัปอาจจะยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ นี่หากว่าถ้าปรารถนาเป็นสาวกภูมิเฉยๆ ไม่ใช่อัครสาวก ก็บำเพ็ญบารมีกันเพียง ๑ อสงไขยกำไรแสนกับ อัครสาวกก็แค่ ๒ อสงไขยกำไรแสนกัป ทีนี้พระองค์ว่ามาตั้ง ๑๖ อสงไขยแล้ว ถ้าจะเป็นอรหันต์ชาตินี้ก็ควรจะได้ ถ้ากลับ"

ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า "ผมเบื่อเต็มที ไอ้โลกนี้มันเต็มไปด้วยความเบื่อ แต่ไอ้ที่ทำไปนี่ทำไปด้วยความเมตตา" ความจริงท่านมีเมตตาสูงนะ

เป็นธรรมสนทนา ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาโปรดเกล้าให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เข้าเฝ้าถวายพระพร ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐  จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ ๒๖ หน้า ๔๐ - ๔๒ วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี Benjar Nippanna ผู้พิมพ์คัดลอก