Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเคยได้รับการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจจาก

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีมาก่อนแล้ว ต่อมายังได้ทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง และทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง จึงเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงแถลงพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทต่อมหาสมาคม อันประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และคณะทูตานุทูตความตอนหนึ่งว่า

“โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจธรรมคำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี ซึ่งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมด้วย และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระเชษฐาธิราช ก็ล่วงมากว่าสิบปีแล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทำตามความตั้งใจไว้นั้นแล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่องค์สมเด็จพระสังฆราชหายประชวรมาได้ในคราวประชวรครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปิติยินดีแก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก ได้มาคำนึงว่า ถ้าในการอุปสมบทของข้าพเจ้าได้มีองค์สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วก็จักเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาเคารพในพระองค์ท่านของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมอีกประการหนึ่ง จึงได้ตกลงใจที่จะบรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดือนนี้”

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โดยสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (มรว.ชื่น นพวงศ์) ฉายาสุจิต.โต วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาย์ ระหว่างที่ทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญพระราชจริยาวัตรดุจพระนวกะทั่วไป ทรงศึกษาพระธรรม และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรได้เฝ้าถวายธูปเทียน-ดอกไม้ทุกวัน แล้วได้ทรงนำธูปเทียน-ดอกไม้นั้น ไปถวายสักการะบูชาพระรัตนตรัยในโอกาสเสด็จทำวัตรเป็นประจำทุกเช้าทุกเย็น ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินออกทรงรับบาตรจากประชาชนทั่วไปอีกด้วย

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงอยู่ในสมณเพศนั้น ได้ทรงตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจได้เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระอภิไธยให้เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙      ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงนิมนต์พระอริยสงฆ์องค์ใดบ้าง ให้เข้าไปในพระราชวังเพื่อ"ถวายกัมมัฏฐาน"พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยกล่าวในหนังสือ "สองธรรมราชา" ตอนหนึ่งไว้ว่า

ในครั้งแรกที่ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติธรรม ก็เป็นตอนที่ผมเข้าไปอยู่ในวัง ในปี ๒๕๑๐ ผมเริ่มเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  แต่ตอนนั้นยังปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกวัง ได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อตามเสด็จฯ เวลาเสด็จฯ ไปเยี่ยมตำรวจ-ทหาร เป็นบางครั้งบางคราว  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ผมจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายตำรวจประจำ หมายความว่าได้เข้าไปอยู่ในสำนักพระราชวัง  พอเข้าไปถึงจึงได้รู้ตั้งแต่ตามเสด็จฯ ทันทีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติเจริญสมาธิอยู่เสมอ ความจริงแล้ว ตัวผมเองนั้นก็มีความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิก่อนหน้าที่จะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในวัง แต่ว่าไม่มีโอกาสปฏิบัติอย่างจริงจัง 

ครั้นพอได้เข้าไปอยู่ในวัง เข้าไปได้เห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ และเห็นนายตำรวจนายทหารหลายๆ ท่านที่รับราชการอยู่ใกล้กัน เขาปฏิบัติกัน เจริญรอยตามพระยุคลบาท พากันฝึกสมาธิอย่างขะมักเขม้น ผมจึงถือปฏิบัติตาม เวลามีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่องสมาธิเสมอ และเวลามีโอกาสเสด็จฯ ก็จะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกครั้ง ซึ่งผมก็ยังจำได้ ในหลวงทรงนิมนต์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ และ พระอาจารย์วัน อุตตโม เพื่อถวายการสอนกัมมัฏฐานในพระราชวัง ซึ่งการศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริงๆ  เท่าที่ผมจำได้สมัยโน้น  พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวังที่เรียกว่า ถวายกัมมัฏฐาน        

เจ้าคุณนรรัตน์ฯ เตือน! ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ในธนบัตรมีพระบรมฉายาลักษณ์ อย่าเอาไปไว้ที่ต่ำ "ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะ..!!!!" เป็นคำกล่าวของ พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร สำหรับปฐมเหตุที่ทำให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ กล่าวความเช่นนี้ ก็เกิดมาจากการที่ท่านได้กล่าวเตือนญาติโยมบางรายที่ไปนมัสการว่า

"การที่คุณเอาธนบัตรที่มีรูปในหลวงไปใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงนั้น ไม่ดีเลย เพราะในหลวงท่านเป็นพระโพธิสัตว์ การเอาพระรูปของท่านไปไว้ในที่ต่ำอย่างนั้น ย่อมบังเกิดโทษเป็นอันมาก ทีหลังอย่าพากันทำ.."

พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า เจ้าคุณนรนั้น ท่านมีความสนใจขวนขวายแสวงหาวิชาความรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านภาษา นอกจากนี้ได้แก่ ศิลปการป้องกันตัว โยคศาสตร์ ซึ่งวิชาเหล่านี้ได้เป็นประโยชน์ต่อการรับราชการ และสุขภาพของท่านในเวลาต่อมา ในตำแหน่งต้นห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่านได้ปฏิบัติงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ถวายชีวิตและความสุขส่วนตัว เพื่อพระองค์ท่านด้วยความจงรักภักดี และความกตัญญูเป็นที่ยิ่ง ด้วยความเอาใจใส่ต่อราชการ จึงทำให้ท่านก้าวหน้าในหน้าที่ราชการอย่างรวดเร็ว

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต รับราชการจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ขณะนั้นท่านมีทั้งฐานะ ทั้งทรัพย์สมบัติ และโอกาสที่จะหาความเจริญในทางโลกต่อไปอย่างพร้อมมูล แต่ท่านได้สละทุกสิ่งทุกอย่างออกอุปสมบท เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวาย แด่สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) เป็นพระอุปัชฌาชย์ ได้รับฉายาทางสมณเพศว่า "ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ" และท่านก็ได้ครองสมเพศตลอดมาจนถึงมรณภาพ

ก่อนท่านจะมรณภาพ ท่านได้พิจารณาอาการอาพาธของท่าน ซึ่งเป็นอาการภายในร่างกาย คือที่ตับ ซึ่งเป็นส่วนที่มองเห็นได้ยาก จึงได้อธิษฐานให้โรคย้ายมาอยู่ที่ลำคอ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพิจารณาธรรม ทำให้ท่านเป็นมะเร็งที่ลำคอ และท่านก็ไม่ได้ให้หมอคนใดรักษา นอกจากทำความสะอาด ท่านเรียกว่า "ฝีสบาย" คือ "แตกเมื่อไรก็สบาย" ซึ่งหมอที่ดูแลท่านบอกว่า ถ้าเป็นคนธรรมดาคงทนความเจ็บปวดไม่ได้ แต่สำหรับท่านเจ้าคุณนรฯ แล้ว ท่านไม่ปริปากหรือร้องโอดโอยสักนิดเดียว

สำหรับคำยืนยันในเรื่องในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ และจะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน มีครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยสงฆ์หลายท่านที่รับรองไว้ตรงกัน นอกจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และท่านเจ้าคุณนรฯ ดังนี้  

๑.หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (พระราชสังวรญาณ -หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยท่านกล่าวว่า

            “วันหนึ่งข้างหน้า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ”

๒.หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่านกล่าวว่า

            “ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม เคยเป็นช้างนาฬาคิริง ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ...!!!” (ช้างป่าเลไลยก์คือพระโพธิสัตว์)

๓. พระครูภาวนาภิรัต  (หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ) วัดป่าอาจารย์ตื้อ ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

            “นี้รูปพระเจ้าแผนดิน เก็บดีๆ แด้นั้น เอาไว้ในห้องพระ กราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้านะนั้น”

            “ในหลวง” กับ “ศุภนิมิตของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร”

“...ไม่ว่าจะตกเข้าไปในที่มีภัยอันตรายมากมายเพียงใด ผู้ถึงรัตนตรัยเป็นสรณะย่อมพ้นจากภัยทั้งปวงนั้น ทั้งทางกายและทางใจ ทางใจ คือ ไม่กลัว ไม่หวาด ไม่สะดุ้ง และไม่หนี

มีแสดงไว้ว่า ผู้นึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระธรรมของพระองค์ หรือพระสงฆสาวกของพระองค์ แม้ตกอยู่ในที่แวดล้อมที่น่าสะพึงกลัว ก็จะไม่กลัว ไม่หนี เพราะพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ไม่สะดุ้ง ไม่กลัว และไม่หนี

สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าพระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะมั่นคง จึงไม่เคยทรงหนีเหตุการณ์ใดเลย ทรงเผชิญได้ด้วยพระอาการสงบอย่างยิ่งและทรงชนะตลอด

ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร เล่าไว้ว่า ท่านได้นิมิตเห็นสัตว์ร้ายมากมายในป่าแห่งหนึ่ง กำลังอาละวาดวุ่นวายไปทั้งป่า สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงปรากฏพระองค์ขึ้น ท่ามกลางความน่าสะพึงกลัวนั้น และทันใดสิงห์สาราสัตว์ที่กำลังบ้าคลั่ง ก็สยบลงทั้งหมดแทบเบื้องพระยุคลบาท

ศุภนินิตท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านปรากฏแล้วว่าเป็นจริง มีเหตุการณ์เกิดขึ้นรับรองแล้วหลายครั้งหลายหน เป็นที่ประจักษ์...”

พระมงคลวิเสสกถา..องค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ๖ ธันวาคม ๒๕๓๙