Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

            อัศจรรย์! ตอกย้ำคำครูบาอาจารย์ "ในหลวง ร.๙ คือ พระโพธิสัตว์" แชร์ทั่วโซเชียล พระบรมโกศคล้ายพระพุทธทรงเครื่องจักรพรรดิ

            แชร์ไปทั่วโซเชียล เมื่อปรากฏภาพจากงานบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรมมหาราชวัง ซึ่งในภาพขณะทำการถวายภัตตาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์  ปรากฏว่าติดรูปพระบรมโกศ ซึ่งดูแล้วบังเอิญคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ

            โดยภาพเป็นที่ฮือฮา  ในโซเชียล มีที่มาจาก เฟสบุ๊กที่ชื่อว่า Nisit Buaphuan เมื่อวานนี้  (๓๑ ต.ค. ๕๙) ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของพสกนิกรชาวไทย และคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ ว่าในหลวง ร.๙  ท่านเป็นพระโพธิสัตว์อย่างแน่แท้   

            ในหนังสือ "มหาบพิตร : ในหลวงทรงถาม พระอรหันต์ตอบ" ผู้เขียนคือคุณวีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์ ได้กล่าวถึงความสนพระราชหฤทัยและเข้าพระทัยในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ ดังมีข้อความต่อไปนี้

            ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นบทสนทนาพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามพระราชปุจฉาธรรมต่อพระ

อาจารย์ด้านสมถวิปัสสนาองค์ต่างๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกทึ่งและประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงสนพระราชหฤทัยในพระธรรมของพระพุทธศาสนาถึงเพียงนี้

            ทั้งที่พระราชภารกิจที่มีอยู่มากมายนั้น น่าจะเป็นอุปสรรคในการศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นอย่างมาก แต่ในหลวงก็ยังทรงสละเวลาพักผ่อนส่วนพระองค์ที่มีอยู่น้อยนิดนั้น เอาเวลามาศึกษาและปฏิบัติธรรม  เห็นได้จากคำถามพระราชปุจฉาธรรมที่ตรัสถามพระอริยเจ้าเหล่านั้น ซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามของผู้ไม่เคยสนใจธรรมะหรือไม่มีความรู้ทางธรรม  คำถามเหล่านี้บอกให้เรารู้อยู่ในตัวเนื้อหาของคำถามเองว่า ผู้ถามคือ “ผู้ที่มีธรรมะในใจ”

            หากผู้ถามเป็นคนธรรมดาก็เรียกได้ว่า ผู้ถามคือ อุบาสก” “อุบาสิกา “พุทธศาสนิกชนที่ดีในพุทธศาสนา”  หากผู้ถามเป็นพระสงฆ์ก็เรียกได้ว่า ผู้ถามคือ พระสงฆ์สุปฏิปันโน  แต่หากผู้ถามคือพระราชาหรือพระมหากษัตริย์ เราก็เรียกได้ว่า ผู้ถามนั้นคือ พระธรรมราชาอย่างแน่นอน

            นอกจากบทพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอริยเจ้าแล้วก็ยังมี “พระธรรมเทศนาหน้าพระที่นั่ง” ซึ่งพระอริยเจ้าได้แสดงให้พระองค์ทรงสดับในโอกาสต่างๆ กัน  เนื้อหาอันลึกซึ้งของพระธรรมเทศนาที่ท่านเทศน์ต่อหน้าพระที่นั่งนั้นย่อมบ่งบอกให้เรารู้อีกเช่นกันว่า พระอริยเจ้าท่านเจตนาเตรียมมาสำหรับพระองค์เป็นการเฉพาะ เพราะรู้ว่าผู้ที่ฟังอยู่อันได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงมีความรู้ในธรรมอยู่ในขั้นสูง  เช่น  พระธรรมเทศนาหน้าพระที่นั่ง ที่ท่านพุทธทาสภิกขุรับพระราชทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ธรรม” ซึ่งถือว่ามีอรรถลึกซึ้งมาก

            อีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็น พระธรรมราชา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดีก็คือ พระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้แก่คณะบุคคลในโอกาสต่างๆ กัน  เนื้อหาในพระบรมราโชวาทนั้นสามารถบ่งบอกได้ว่า พระองค์ทรงมีความเข้าใจในธรรมอย่างลึกซึ้งเพียงใด  เช่น  พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศ เรื่อง “ศึกษาธรรมเพื่ออะไร” เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓  นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงอธิบายหลักการปฏิบัติสมาธิได้อย่างลึกซึ้งมาก  แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านไม่เพียงแต่ทรงศึกษาธรรมเท่านั้น แต่ยังทรงปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังด้วย

            สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวัฑฒโน) ได้บอกเล่าถึงความสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ดังนี้

            “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่พระชนมพรรษายังน้อย ดังที่ได้เคยทราบว่า ได้ทรงพอพระราชหฤทัยในการฟังเทศน์ที่มีอยู่เป็นประจำ  ในคราวบำเพ็ญพระราชกุศลถวายที่พระบรมศพรัชกาลที่ ๘  แม้จะเป็นเทศน์กัณฑ์ยาวก็ทรงพอพระราชหฤทัยฟัง  ทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนา  เมื่อได้ทรงพบปะกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ก็มีพระราชปุจฉาและทรงสดับข้อธรรมนั้นๆ อยู่เนืองๆ  โดยเฉพาะได้มีโอกาสเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) ได้ทรงสดับฟังธรรมเป็นครั้งคราวตลอดมา ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยในธรรมและสนพระราชหฤทัยในพุทธศาสนามากขึ้น”

            เราจะเห็นว่า ความสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมานานแล้ว และไม่เคยจางหายไปจากพระราชหฤทัยของพระองค์จวบจนถึงปัจจุบัน  ความศรัทธาที่แน่วแน่ในพระพุทธศาสนานี้เองที่ทำให้พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต่างๆ แม้ท่านเหล่านั้นจะอยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารก็ตามพระอริยเจ้าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการนั้นมีหลายองค์  เช่น  พระป่าวิปัสสนากรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ที่พระองค์ทรงนับถือเป็นพระอาจารย์  นอกจากนี้ก็มี หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) เป็นต้น  ซึ่งในการเสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารสนทนาธรรมกับพระอริยเจ้าอยู่เสมอๆ  เนื้อหาในการสนทนาธรรมระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง  บางครั้งลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทั้งหลายก็ได้บันทึกเทปเอาไว้  บางครั้งพระอาจารย์ท่านก็เป็นผู้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังอีกทีหนึ่ง

            เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่บทสนทนาพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอริยเจ้าที่ได้มีการถ่ายทอดและเก็บรักษาเอาไว้นั้นมีอยู่ไม่มากนัก  แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เราได้รู้ว่า ในหลวงของเรานั้นทรงเป็น “พระธรรมราชา” อย่างแท้จริง

            ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการศึกษาบทพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมนี้ ซึ่งเพียงแค่ได้ศึกษาทำความเข้าใจอย่างละเอียดก็เสมือนหนึ่งได้ศึกษาหนังสือธรรมะเล่มใหญ่เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

            หลวงปู่ดู่กับในหลวง

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งที่มีข่าวในหลวงรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต หลวงปู่เคยเล่าว่า ท่านเกิดความสลดสังเวชมาก ว่าคนไทยหลายคน "ยังขาดกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระเจ้าอยู่หัว" ท่านคิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรจะให้คนไทยมีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ องค์ท่านเองนั้น ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้กาลเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี กิจวัตรอันหนึ่งที่ท่านทำอยู่มิได้ขาด คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป หลวงพ่อยังได้กล่าวไว้อีกว่า

            "เพราะพระเจ้าแผ่นดิน (ร.๙) ท่านปฏิบัติ (ธรรม) ต่อไปพุทธศานาในเมืองไทยจะเจริญขึ้น เพราะท่านเป็นผู้นำเป็นแบบอย่าง"

            สมัยหนึ่งเมื่อหลวงปู่ดู่ ยังทรงสังขารอยู่นั้น บ่ายของวันที่แดดร่มลมตก จู่ๆ ท่านก็เปรยกับคณะศิษย์ที่ประกอบด้วย "คนตาดี" หลายคนว่า "พวกแกลองดูทีซิว่า มีพระรูปไหนอยู่กับในหลวงบ้าง" เข้าใจว่าท่านคงหมายถึง กายทิพย์ หรือ บารมี ที่พระมหาเถระแต่ละองค์อธิษฐานพิทักษ์รักษาในหลวง

            ศิษย์ท่านหนึ่งก็ "เข้าที่" ตามหลวงปู่สั่ง พักหนึ่งก็ลืมตาแล้วตอบว่า "หลวงพ่อเกษมครับ"

            หลวงปู่ยิ้มแล้วว่า "นั่นองค์หนึ่งละ มีใครอีก"

            ศิษย์แสนซนคนหนึ่งตอบทันที "หลวงพ่อนั่นแหละครับ"

            ท่านมองหน้าแล้วถาม "ทำไมแกจึงว่าอย่างนั้น"

            ศิษย์จอมซนอธิบายว่า "อ้าว ก็หลวงพ่อรู้ได้ว่ามีองค์นั้น องค์นี้อยู่กับในหลวง แสดงว่าหลวงพ่อก็ต้องไปมาด้วยน่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไง"

            เมื่อเข้าเนื้อ ท่านโบกมือให้ยุติเรื่องทันที ศิษย์ก็ถึงที่ยิ้มไป...นี่คือเรื่องเล่า ที่อาจบอกได้ว่ายังมีอะไรๆ ในโลกที่เราผู้ครองความเป็นปุถุชนยังเข้าไปไม่ถึงอีกมาก สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มี

            ค่ำของวันหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันมานานปากต่อปากรุ่นต่อรุ่น นานมาแล้วสมัยหลวงพ่อดู่ยังไม่ย่างเข้าวัยชรามากนัก มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาในวัดสะแก และมีคน ๒ คนลงจากรถ มุ่งไปยังกุฏิหลวงปู่ ภายหลังเป็นที่ทราบมาว่าเป็นพ่อกับลูกสาวมากราบนมัสการหลวงปู่ โดยมากันเองพร้อมคนขับรถ และผู้พ่อใส่แว่นดำ พอมาถึงหลวงปู่ก็ได้จัดแจงรออยู่แล้วเสมือนรู้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการนัดหมายก่อนมา พ่อลูกคู่นั้นได้สนทนากับหลวงปู่ประมาณชั่วโมงจึงได้กราบลาหลวงปู่ หลวงปู่ได้ให้พร และยังแซวว่า

            "มาแบบเงียบๆ นี้ แหละดี เพราะเดี๋ยวคนจะล้นวัด"

            ทั้งหลวงปู่กับพ่อลูกคู่นั้นได้หัวเราะอย่างรู้กัน..หลังคุณพ่อและลูกสาวออกมาจากกุฎิหลวงปู่ คุณพ่อและลูกสาวก็ได้ให้คนขับรถขับมาเทียบหน้าวัด พอมาถึงคนลูกสาวก็ได้ลงมาซื้อข้าวแกงกับแม่ค้าแถวนั้น โดยผู้พ่อก็ลงมาสมทบด้วย และพูดคุยกับแม่ค้าอย่างไม่ถือตัวและเป็นกันเอง ระหว่างนั้นแม่ค้าผู้นั้นก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพ่อลูกคู่นี้ช่างคุ้นหน้าเสียจริง จนทั้งคู่ได้กลับขึ้นรถและขับออกไป แม่ค้าจึงได้ถึงบางอ้อด้วยความตื้นตัน

            หลังจากนั้นมีผู้เห็นพ่อลูกคู่นั้น ได้มาในลักษณะเดียวกันอีก ๒-๓ ครั้ง โดยมีบางครั้งผู้พ่อมาคนเดียวก็มีพ่อลูกคู่นั้นจะเป็นใครอันนี้ก็แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดพิจารณา ถ้าคิดๆ ดูคงพิจารณาออกไม่ยาก หากรู้แล้วก็ขอให้ประทับความซึ้งใจนี้ไว้ในจิตเป็นบุญที่ได้รู้ก็พอ แหมก็คนลูกสาว เมื่อวันเปิดพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ดู่ที่วัดสะแก เมื่อปี  ๒๕๓๕ ก็ยังมาร่วมงานอยู่เลย