Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๔) โดย พระเล็ก

Font Size:

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงนิมนต์พระอริยสงฆ์องค์ใดบ้าง ให้เข้าไปในพระราชวังเพื่อ"ถวายกัมมัฏฐาน"พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยกล่าวในหนังสือ "สองธรรมราชา" ตอนหนึ่งไว้ว่า

ในครั้งแรกที่ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติธรรม ก็เป็นตอนที่ผมเข้าไปอยู่ในวัง ในปี ๒๕๑๐ ผมเริ่มเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  แต่ตอนนั้นยังปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกวัง ได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อตามเสด็จฯ เวลาเสด็จฯ ไปเยี่ยมตำรวจ-ทหาร เป็นบางครั้งบางคราว  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ผมจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายตำรวจประจำ หมายความว่าได้เข้าไปอยู่ในสำนักพระราชวัง  พอเข้าไปถึงจึงได้รู้ตั้งแต่ตามเสด็จฯ ทันทีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติเจริญสมาธิอยู่เสมอ ความจริงแล้ว ตัวผมเองนั้นก็มีความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิก่อนหน้าที่จะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในวัง แต่ว่าไม่มีโอกาสปฏิบัติอย่างจริงจัง 

ครั้นพอได้เข้าไปอยู่ในวัง เข้าไปได้เห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ และเห็นนายตำรวจนายทหารหลายๆ ท่านที่รับราชการอยู่ใกล้กัน เขาปฏิบัติกัน เจริญรอยตามพระยุคลบาท พากันฝึกสมาธิอย่างขะมักเขม้น ผมจึงถือปฏิบัติตาม เวลามีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่องสมาธิเสมอ และเวลามีโอกาสเสด็จฯ ก็จะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกครั้ง ซึ่งผมก็ยังจำได้ ในหลวงทรงนิมนต์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ และ พระอาจารย์วัน อุตตโม เพื่อถวายการสอนกัมมัฏฐานในพระราชวัง ซึ่งการศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริงๆ  เท่าที่ผมจำได้สมัยโน้น  พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวังที่เรียกว่า ถวายกัมมัฏฐาน        

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงชี้แนะ วิธีที่ดีที่สุดในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนา...ขอให้เริ่มที่ตัวเราปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง

พระราชดำรัส เพื่อเชิญไปอ่านในวันเปิดประชุมใหญ่ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ครั้งที่ ๑๕  ณ กรุงกาฎมัณฑุ ประเทศเนปาล  วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙

"...โอกาสนี้ ใคร่จะปรารภกับท่านทั้งหลาย ถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งแนวทางที่จะอภิบาลบำรุงพระพุทธศาสนานั้น หากหมายถึงคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้ๆ ย่อมมีความแน่นอนมั่นคง  หาภัยอันตราย หรือผู้ใดเหตุใดจะมาเบียนบ่อนทำลายมิได้  เพราะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาเป็นธรรมะ คือ หลักความจริงที่คงความจริงอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่มีแปรผัน

ดังนั้น  การรักษาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาก็ดี การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาก็ดี เมื่อพูดให้ตรงจึงน่าจะหมายถึงการคุ้มครองป้องกันและทำนุบำรุงพุทธบริษัทยิ่งกว่าอย่างอื่น

การป้องกันและทำนุบำรุงนี้ มีแนวทางอันเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งว่า  ทุกคนที่ถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาตามภูมิปัญญา ความสามารถ และโอกาสของตนที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่กระจ่างถูกต้องในหลักธรรม

และเมื่อศึกษาเข้าใจแล้ว เห็นประโยชน์แล้ว ก็น้อมนำมาปฏิบัติ ทั้งในกิจวัตรและในกิจการงานของตน เพื่อให้ได้รับผล คือ ความสุข ความสงบร่มเย็น และ ความเจริญงอกงามในชีวิต เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ตามขีดความสามารถ และความประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน

เมื่อชาวพุทธรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้องทั่วถึง พระศาสนาก็จะมั่นคงขึ้นได้  ทั้งนี้ เพราะเหตุที่บ่อนเบียนพระศาสนาให้เศร้าหมองนั้น มักจะมาจากการกระทำของชาวพุทธผู้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ปฏิบัติตามธรรมะนั้นเองเป็นสำคัญ ..."

หลักปฏิบัติที่มีไว้ป้องกันความชั่วร้ายเข้ามาสู่ชีวิต คือ การที่คนเรามีศีล ธรรมง่ายๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้ให้คนไทย

...ท่านสอนว่า มีศีล สมาธิ ปัญญา  ศีลก็หมายความว่า เราต้องระวังตัวไม่ให้ทำอะไรที่ผิดไป  เป็นกฎเกณฑ์ที่ท่านวางเอาไว้  เพราะว่าถ้าเราคิดพิจารณา เราก็รู้ว่า  ที่ท่านวางเป็นศีลนั้นก็เป็นกฎเกณฑ์ที่ช่วยเรา ช่วยเราไม่ให้ผิดพลาดเสียหาย  ไม่ใช่ขังเราในกรง

ศีลนั้นนะเหมือนกรง  เราอยู่ในกรง ทำนี่ก็ไม่ได้ ทำโน่นก็ไม่ได้ เพราะว่าท่านบอกว่าไม่ให้ทำ  จะหยุดข้ามไปก็ไม่ได้ เพราะว่าผิดศีล  เราเหมือนว่าอยู่ในกรง เราออกมาไม่ได้

แต่ถ้านึกดู  สมมติว่า เราอยู่ในที่ที่มีสัตว์ร้ายเต็ม  อย่างที่เคยเห็นในภาพยนตร์  เขาหย่อนคนที่ใส่เครื่องประดาน้ำลงไปในน้ำในที่ที่มีปลาฉลามแยะๆ  เขาเอาปลาฉลามใส่กรงไม่ได้ ก็เอาตัวผู้เป็นประดาน้ำลงไปในกรงเพื่อไม่ให้ปลาฉลามกัด

ศีลนี้ก็กลายเป็นกรงเพื่อไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีมาแตะต้องเราได้  ก็เป็นกฎเกณฑ์เหมือนกัน

ในเวลานั้น  ตอนแรกเราต้องให้ศีลมาควบคุมตัวเรา  แล้วทีหลัง ศีลนั้นจะเป็นการป้องกันตัวเราไม่ให้เดือดร้อน  เพราะว่า ถ้าไปทำผิดศีลนั้นนะเดือดร้อน เป็นการกระทำที่เป็นกรรมที่เดือดร้อน ก็เป็นอกุศลกรรม เป็นสิ่งที่จะทำให้เรารับกุศลที่ไม่ดี  ก็หมายความว่า ศีลนี่เป็นส่วนที่ท่านตั้งเอาไว้เพื่อที่จะป้องกันเรา

ผู้ที่ถือตัวว่าเป็นพุทธศาสนิก ต้องพึ่งตัวเอง  มิใช่พึ่งคนอื่นหลักธรรมเรียบง่ายที่ทรงชี้แนะจากในหลวงรัชกาลที่ ๙

คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ ศาลาดุสิดาลัย  วันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระราชทานพระราชดำรัสธรรมในหลักธรรมเกี่ยงกับการพึ่งพาตนเองที่เรียบง่ายไว้ดังนี้

...ท่านทั้งหลายหวังในบารมีให้ปกเกล้าบ้านเมืองนั้น ก็เป็นข้อหนึ่งที่น่าคิด เพราะว่าบ้านเมืองประกอบด้วยบุคคล และแต่ละบุคคลจะต้องทำด้วยตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนา

แต่ละคนต้องการอะไร  ก็ต้องการความสุข คือ ความสงบ  ความสุขและความสงบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตนเอง  ฉะนั้น  ที่จะให้คนอื่นมาปกป้องรักษาก็เป็นสิ่งที่ยาก ถ้าตัวเองไม่ทำ  อันนี้เป็นข้อที่สำคัญยิ่ง

ในพระพุทธศาสนาและผู้ที่ถือตัวว่าเป็นพุทธศาสนิก ต้องพึ่งตัวเอง  มิใช่พึ่งคนอื่น  แต่การที่จะอาศัยคนอื่นก็อาศัยได้โดยดูผู้อื่นที่ปฏิบัติดีชอบ และคอยฟังสิ่งที่ผู้อื่นที่เราเห็นว่าปฏิบัติดีชอบได้พูด ได้แนะนำ  ดังนี้ก็เป็นสิ่งที่อาศัยผู้อื่นได้ ผู้อื่นจะช่วยเราได้

ฉะนั้น ก็จะต้องมีการพิจารณาของตัวเองว่า ผู้ที่น่าที่จะดูการปฏิบัติ หรือฟังข้อแนะนำในการปฏิบัติและทำตาม  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลได้บรรลุถึงความสำเร็จความสุขได้ ...

ธรรมเรียบง่ายเรื่อง "จิต" ในการทำงานให้ได้ผลงานสูงสุดที่พระราชทานแก่คนไทยจากพระโอษฐ์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙

ในโอกาสที่พระครูใบฎีกาเล็ก ญานุตตโร และคณะ เฝ้าถวายต้นเทียนพรรษาและเงิน เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  วันพุธที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๐.ได้มีพระราชดำรัสเป็นข้อธรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่มาเข้าเฝ้าดังนี้

... เมื่อรู้จักจิตแล้วควบคุมจิตให้ทำดีชอบ จะดีชอบในด้านไหนก็ได้ ทำงานทำการก็ต้องทำให้ดีชอบ ทำมาหากินโดยสุจริต ก็หมายความว่า ไม่ทุจริต ก็ต้องดูจิตว่า เรามีความทุจริตหรือไม่

แม้จะอ่านหนังสือ หรือดูหนังสือเพื่ออ่านเล่น หรืออ่านให้ได้ความรู้ก็ดี ให้จิตนี้ต้องอ่าน  ถ้าจิตมันฟุ้งซ่านไปที่ไหนที่ไหน อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่ดี  อย่างพวกที่อ่านหนังสือสำหรับสอบ ไปเรียนหนังสือแล้วก็ไปสอบ  ถ้าอ่านหนังสือโดยที่จิตไม่ใสก็อ่านไม่รู้เรื่อง จำอะไรก็ไม่ได้ ก็สอบไม่ได้ ไม่สำเร็จ

ทำงานทำการมีงานก็เช่นกัน  จิตเราไม่ผ่องใส งานนั้นไม่สำเร็จ เพราะว่าคิดไม่ออก  ฉะนั้น  ก่อนที่จะทำงานการใดก็ต้องมีจิตที่ผ่องใส  จิตที่ผ่องใสนี่หมายความว่า ให้ตัวจิตเองหรือตัวเราเองรู้ว่าเราคิดอะไร รู้ว่าเรามีงานอะไรจะต้องทำ

แม้ในสิ่งที่ง่ายๆ อย่างเช่น  ท่านทั้งหลายมาที่นี่ต้องเดินขึ้นมา นั่งรถมา แล้วก็เดินขึ้นอาคารนี้ ขึ้นมาทางบันไดแล้วก็เดินเข้ามาในห้องนี้  ถ้าจิตไม่อยู่ที่จิต ไม่รู้เรื่อง เดินก็ไม่เห็นอะไร ไม่เห็นว่าอะไรเป็นประตู อะไรเป็นฝา เดินไปก็ชนฝา  อันนี้เป็นความจริง

ฉะนั้น  เรามีตาที่จะเห็น มีเท้าที่จะเดิน  เราเห็นตรงนี้เป็นช่องประตูที่ควรจะเดินเข้าก็เดินเข้ามา ก็เข้ามาโดยสวัสดิภาพ มานั่งที่ที่เหมาะสมที่หาไว้

อันนี้ก็เป็นงานอย่างหนึ่ง เป็นงานอย่างง่ายๆ  แต่ว่าถ้าไม่มีจิต หรือไม่ควบคุมจิต จิตไม่ผ่องใสพอสมควร ก็จะไม่สำเร็จ เดินขึ้นมาก็ไม่ถึงที่นี่  ถ้าใครมาบอกว่า ขึ้นไปตรงนั้นแล้วก็เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ไม่ทำตาม หรือจิตไม่อยู่กับหลัก ฟังเขาพูดแล้วไม่ได้ยิน  หมายความว่า จะเห็นอะไรหรือฟังอะไรต้องใช้จิตที่ผ่องใส ที่มีความที่เรียกว่าสงบพอสมควรที่จะรับสิ่งใดหรือทำอะไร

อันนี้ เวลาไปเรียนรู้ไปฟังธรรมที่วัด ท่านก็บอกว่าต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา  มีศีลนี่ก็หมายความว่าปฏิบัติให้ถูกต้อง  แต่มีสมาธินี่ ก็คือ จิตที่เราตั้งให้ผ่องใส แล้วปัญญาก็คงจะเกิด ก็จะรู้ว่าทำอะไร  ขั้นต่างๆ ต้องมีในระดับต่างๆ ในระดับชีวิตประจำวัน ในระดับที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมะ ...

เทปคำสอนกัมมัฏฐานของอริยสงฆ์องค์ ที่ในหลวงทรงรับสั่งว่าเป็นเทปที่ดีที่สุด

ในหลวงทรงบันทึกเทปคำสอนกัมมัฏฐานของพระอาจารย์ทั้งหลายไว้ และมักพระราชทานแก่ข้าราชบริพารเสมอคำสอนถวายกัมมัฏฐานของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระองค์จะทรงบันทึกเทปไว้  แล้วถ้าคำเทศน์คำสอนใดที่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับพวกเราที่หัดใหม่ทั้งหลาย มักจะพระราชทานมาให้ และพวกเรามักจะได้รับพระราชทานเทปจากในหลวงเสมอ  ผมจำได้ว่า ที่ได้รับพระราชทานมาก็มีของ สมเด็จพระสังฆราช ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น  และก็ในทำนองเดียวกัน  เวลาพวกเราไปไหนก็มักจะหิ้วเทปไปด้วย  ได้พบพระอาจารย์องค์ไหนก็ตาม ต้องขอธรรมะจากท่าน  เมื่อท่านสอนเราก็บันทึกไว้ แล้วก็มาคัดกันดูว่าม้วนไหน  องค์ใดควรถวาย เราก็จัดถวาย

ผมยังจำได้ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ยังไม่อาพาธ  ครั้งหนึ่งผมเดินทางกลับจากภูพานลงมาทางอุบลฯ ได้แวะไปกราบท่าน แล้วก็ได้เทปท่านมายาวถึง ๔๐-๔๕ นาที  เป็นคำเทศน์โดยตรงที่ท่านให้โดยตรงกับผม และนายทหารอีกคนที่ไปด้วยกัน  ได้เทปของพระอาจารย์ชามาแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัว  ทรงฟังแล้วรับสั่งว่า เป็นเทปที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง