Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๖) โดย พระเล็ก

Font Size:

"ทิพยอำนาจ" ของ "ในหลวงรัชกาลที่ ๙"!! เหตุการณ์มหัศจรรย์พลันบังเกิด ... เมื่อ "ท่านพุทธทาส" ป่วยเข้าขั้นวิกฤติ แล้วได้

ยิน "กระแสอาราธนาของในหลวง"!!

ช่วง ๓-๔ ปี ก่อนที่ "ท่านพุทธทาสภิกขุ" จะมรณภาพ หนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้ลงข่าวว่า ท่านป่วยหนัก รัฐบาลไทยไม่เหลียวแลเอาใจใส่  หนังสือพิมพ์ไทยได้นำความมาลงตีพิมพ์ เป็นเหตุให้คนไทยได้รับรู้และความทราบถึงเบื้องพระยุคลบาท

ครั้งนั้นท่านพุทธทาสป่วยหนักด้วยโรคน้ำท่วมปอด เส้นเลือดหัวใจตีบ มีอาการหัวใจวายและความดันโลหิตสูงร่วม ๓๐๐  หากเป็นคนทั่วไปก็เห็นได้ว่าเข้าขั้นโคม่า มีความตายเป็นเบื้องหน้าเป็นแน่แท้

ในครั้งนั้นหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับลงข่าวตรงกันว่า  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" (รัชกาลที่ ๙) โปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงคณะหนึ่งเดินทางไปรักษาท่านพุทธทาสที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้นำความไปถวายท่านด้วยว่า

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขออาราธนาว่า ท่านเจ้าคุณอย่าเพิ่งดับขันธ์ ขอให้อยู่ช่วยจรรโลงพระศาสนาต่อไป"

แล้วหนังสือพิมพ์ก็เสนอข่าวต่อไปว่า  เมื่อคณะแพทย์ไปถึงและท่านพุทธทาสได้รับทราบว่ามีกระแสรับสั่งมาถวาย ก็ได้พยายามลุกนั่งสมาธิบนเตียงพยาบาล  เมื่อได้ทราบคำอาราธนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ท่านก็นิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่แล้วกล่าวว่า

"อาตมารับอาราธนา ... แต่จะอยู่ไปเท่าที่สังขารจะทนไหวเท่านั้น"

แล้วในช่วงคืนวันนั้น เหตุการณ์มหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น! ... เพราะอาการหัวใจวายและเส้นเลือดหัวใจตีบได้ทุเลาลง น้ำท่วมปอดลดลง ความดันลดลงจนเกือบเป็นปกติ!!

พระซึ่งใกล้ชิดกับท่านพุทธทาสเล่าให้ฟังว่า หลังจากรับอาราธนาแล้ว ท่านเจ้าคุณได้ปฏิบัติสมาธิและอยู่ใน "อานาปานสติวิหาร" ตลอดทั้งคืน

ความนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะมีข่าวต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศฉบับหนึ่งได้ลงข่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยนี้ว่า พระสงฆ์ไทยนี้แปลกที่สามารถผัดผ่อนความตายได้

แต่คนไทยจำนวนหนึ่งมิได้สงสัยเพราะมีความใน "มหาปรินิพพานสูตร" แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า

"ผู้ใดได้เจริญอิทธิบาทสี่ให้มากแล้ว มีใจตั้งมั่นบริสุทธิ์ หากปรารถนาจะมีอายุชั่วกัลป์หนึ่งหรือกว่านั้นก็ได้"

ท่านพุทธทาสนั้น คนทั่วไปรู้แต่เพียงว่า ท่านทรงปริยัติเสมอด้วยพระพุทธโฆษาจารย์ของลังกาในอดีต  แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้ดีว่า ท่านบรรลุภูมิธรรมถึงวิชชาในพระพุทธศาสนา มีทิพยอำนาจอยู่ในตัว และเจริญอิทธิบาทอยู่เนืองๆ  อาการป่วยขั้นวิกฤติที่ทุเลาเบาบางลงก็ด้วยทิพยอำนาจนั้น ดังที่ปรากฏความในมหาปรินิพพานสูตรนั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า ท่านพุทธทาสมีภูมิธรรมเช่นนี้ และอยู่ในวิหารธรรมเช่นนี้ ซึ่งมิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรู้ได้  หากแต่ต้องมีภูมิธรรมและอยู่ในวิหารธรรมที่ใกล้เคียงกัน

ท่านพุทธทาสบรรลุภูมิธรรมขั้นไหน ก็เห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีภูมิธรรมที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง! ดังนั้น การจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งใด ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กำลังกราบพระอริยบุคคลนั่นเอง!!

"พระสมาธิ" ของ "ในหลวงรัชกาลที่ ๙"!! เมื่อพระองค์ประทับอยู่นิ่ง ๆ ... พระจิตจะกำหนดที่ "ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก" ตลอดเวลา!!

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวมและประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกคน แล้วทรงพระกรุณาพระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฏิบัติสมาธิอยู่

พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ได้เคยอธิบายเรื่องพระสมาธิของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ด้วยการกำหนดพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) และพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ที่ได้รับพระราชทานมา โดยมีวิธีการนับแบบ "หนึ่งเข้า-หนึ่งออก" ดังนี้

            หายใจเข้าครั้งที่หนึ่ง...นับหนึ่ง                         หายใจออกครั้งที่หนึ่ง...นับหนึ่ง

            หายใจเข้าครั้งที่สอง...นับสอง                         หายใจออกครั้งที่สอง...นับสอง

            หายใจเข้าครั้งที่สาม...นับสาม                         หายใจออกครั้งที่สาม...นับสาม

            หายใจเข้าครั้งที่สี่...นับสี่                               หายใจออกครั้งที่สี่...นับสี่

            หายใจเข้าครั้งที่ห้า...นับห้า                            หายใจออกครั้งที่ห้า...นับห้า

เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหาห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้นจนกว่าจิตจะสงบ

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีกระแสรับสั่งว่า ... ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่ง ๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา!!

"พระบารมีปกเกล้าฯ" เรื่องราวอัศจรรย์แห่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ปรากฏแก่สายพระเนตร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เคยทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะผู้สื่อข่าว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ มีความตอนหนึ่งถึงอัศจรรย์แห่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่ปรากฏแก่สายพระเนตรว่า

"...เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวประชวร (ต้นปีพุทธศักราช ๒๕๑๘) ตอนนั้นหมอที่รักษาร้องไห้ พี่ชายฉัน (นายแพทย์ ม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร) ก็เป็นหมออยู่ด้วย หน้าเขียวไม่นอนทั้งคืน เขาบอกว่ารู้สึกว่าเรากำลังจะเสียท่านไป เพราะว่าหมอให้ยาเท่าไหร่ๆ ไข้ไม่ลงเลย ท่านแบบคล้ายๆ เพ้อๆ คือ ปอดทั้งสองข้างนี่บวม แล้วสุดปรอทอยู่ได้ตั้งเกือบ ๑๐ วัน จนหมอบอกว่า นี่ถ้าเป็นคนหัวใจไม่ดี ก็หัวใจวายแล้ว

สมเด็จพระศรีฯ (สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี) ท่านไปดูเองเลย พระอาจารย์ต่างๆ ฉันต้องเรียกว่า พระอริยเจ้า เพราะว่าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ไปกราบ ท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์บัว ท่านอาจารย์วัน คือ ท่านก็ล้วนแต่บอกกับฉันทั้งนั้นว่า เสด็จฯ ไหนนี่ ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์วันนี่กล่าวออกมาเลยว่า เมืองไทยนี่จะอยู่ได้ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้อยู่ในประเทศ อย่าให้ท่านออกนอกประเทศ ถ้าท่านออกนอกประเทศไม่รับรอง

เคยกราบเรียนถามลูกศิษย์หลวงปู่ขาวว่า ทำไมเมืองลาว เมืองเขมรก็เป็นเมืองพุทธศาสนา ทำไมถึงล่มได้ พระท่านบอกว่า มหาบพิตรคิดดูซิ มีไฟนี่ แต่เราไม่เปิดไฟ ก็สักแต่ว่ามีไฟ เราไม่เสียบปลั๊ก ไม่เปิดไฟ ไฟก็ไม่มี มันต่อกันไม่ได้ แม้ว่าเป็นเมืองพุทธศาสนา แต่คนที่ประพฤติธรรมน้อยก็ช่วยไม่ได้ บารมีของพระพุทธองค์ก็ช่วยไม่ได้ ต้องมีคนที่ประพฤติธรรม โดยเฉพาะพระประมุข ผู้บริหารประเทศนี่ต้องอยู่ในธรรม ก็เลยเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวปฏิบัติ

ฉันเองแปลกใจ อันนี้คุณหญิงสมสุข (คุณหญิงสมสุข ศรีวิสารวาจา นางสนองพระโอษฐ์) ไม่อยู่ เป็นพยาน ไม่ทราบใครในห้องนี้เป็นพยานมั่ง ที่เสด็จฯ แล้วเห็นกับตาเลยว่า ทางนี้ (ทรงชี้ซ้าย) ฟ้าผ่า ทางนี้ (ทรงชี้ขวา) พายุมืด แล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์ ฟ้าผ่า แปร๊บๆ เห็นเชียวว่าครืนๆ แล้วเฮลิคอปเตอร์นี่กำลังอยู่ในอากาศ ฝนตกแปลกมากเลย ฝนตกเป็นม่านหนักเชียว

แต่มาหยุดก่อนที่จะถึงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์นี่ เปิดเป็นทางแนวเดียวตรงที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งอยู่นี่สว่าง ไม่มีอะไร ฝนก็ไม่สาดถึง เห็นแล้วก็มองตากัน นักบินก็มองกัน ทางด้านหนึ่งเป็นฟ้าแลบแปร๊บๆ อีกทางหนึ่งเป็นฝน แต่หยุดตรงหน้า (ทรงชี้ลงหน้าพระพักตร์) อย่างนี้ก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร

(นักข่าวกราบบังคมทูล) เพราะพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพคะ

(รับสั่งถาม) คุณทราบไหมว่า บารมีนี่แปลว่าอะไร เพราะบางคนเขาหมั่นไส้ "พระบารมีปกเกล้า"

พระท่านบอกว่า บารมี หมายความว่า ความดีที่สะสมเอาไว้ สะสมไว้ตลอด ท่านบอกว่า สะสมแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ปางบรรพ์ถึงชาตินี้ สั่งสมไว้มาก นั่นถึงเรียกว่า คนที่มีความดีไว้ในตัว อย่างท่านอาจารย์ฝั้นนี่ ท่านมีบารมีสูงกว่าพวกเราๆ ถึงไปกราบท่าน ท่านสั่งสมไว้มาก

(ทูลถาม) จริงหรือเปล่าเพคะ ที่มีคนเขาว่า ท่านอาจารย์ฝั้นบอกกับคนอื่นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือรัชกาลที่ ๔ มาเกิด

(ทรงตอบ) อ้อ ถ้าเผื่อท่านอาจารย์ฝั้นกล่าวก็อาจจะเข้าเค้า ฉันไม่ทราบ เพราะไม่เคยกล่าวกับฉัน ทราบแต่ว่าท่านบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้มีบุญมาก เพราะว่าทำแต่ความดี แล้วก็มุ่งมั่นแต่ความดี ที่หลวงปู่โต๊ะท่านบอกว่า คนโง่ ถึงจะไม่รู้ว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นอย่างไร คนโง่เท่านั้นที่จะด่าว่า แล้วท่านบอกว่า ไม่เป็นมงคลเลยกับตัวเขาเอง บอกว่าถึงเขาจะห้อยพระ ถึงเขาจะมีของดีอะไรก็ตาม ท่านบอก ถ้าไม่มีความดีเป็นรากฐานแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะคุ้มครองได้ บอกคนนี้ต้องมีความดีอยู่ในตัว..."

ขออนุโมทนาผู้ที่บริจาคทรัพย์ซื้อโลงศพช่วยผู้ยากไร้ ถวายวัดตาลกง ดังนี้ คุณ Suphang Phiroonmethee $ 20, คุณ Toi Ckritha $ 18, คุณพันธ์บุบผา, ต่อพงษ์ พรัชชา ภาวะเวส $20, คุณมุทิพล จิตตะเสนีย์ $ 20, คุณธนู จิตตะเสนีย์ $ 20, คุณพรทิพย์ วามะศิริ $ 20, คุณพรเทวา จิตตะเสนีย์ $ 20,คุณณหทัย จิตตะเสนีย์ $ 20, คุณวงศกร วิจิตรโอฬาร $ 60 และ คุณสมเกียรติ ญาณวัฒนาพร $ 20

ขออานิสงส์แห่งการบริจาคทรัพย์ครั้งนี้ จงส่งผลให้ผู้บริจาคทุกท่านมีอายุมั่นขวัญยืน สุขภาพกายและใจแข็งแรง ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และหลุดพ้นจากบ่วงกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งปวงด้วยเทอญฯ