Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๑๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

อดีตชาติในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่พระราชพรหมยานได้ยืนยันบันทึกไว้เมื่อกว่า ๑๘ ปีที่ที่แล้ว คัดลอกบางตอนจากหนังสือธัมมวิโมกข์ หน้า ๙๒-๙๕ ฉบับที่ ๒๑๒ พย. ๒๕๔๑ ของ พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

ในหลวงเคยเกิดเป็น พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า และ พระเจ้าเดือนแจ่มฟ้า และเคยเกิดเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าตวันอธิราช และ พระเจ้าพรหมมหาราช ("พระเจ้าตวันอธิราช" ไปเกิดเป็น "พระเจ้าพรหมมหาราช") ทั้ง ๒ ครั้ง ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๖ สมัยสุวรรณภูมิ ในหลวงเกิดเป็นพระราชโอรส องค์แรก ของ พระเจ้าตวันอธิราช มีพระนามว่า พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า

ต่อมา พ.ศ. ๙๐๐ สมัยเชียงแสน พระเจ้าตวันอธิราช เกิดเป็น "พระเจ้าพรหมมหาราช" ส่วน พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า ตามไปเกิดเป็นพระราชโอรสองค์แรกนามว่า "พระเจ้าเดือนแจ่มฟ้า" แต่สิ้นพระชนม์ในสมัยทรงพระเยาว์ พระราชสมบัติจึงตกแก่พระโอรสองค์รองคือ "พระเจ้าชัยสิริ" (หลวงปู่ธรรมชัย) ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์จักรกรี สืบสันติวงศ์ถึงปัจจุบัน พระเจ้าพรหมมหาราช มีพระเชษฐาคือ "พระเจ้าทุกขิตะ" (หลวงปู่คำแสนเล็ก วัดดอนมูล)

ย้อนกลับมาสมัยสุวรรณภูมิ พ.ศ.๒๔๖ พระโพธิสัตว์ทั้ง ๒ พระองค์นี้ได้บำเพ็ญบารมีร่วมกัน (พ่อ-ลูก) พระเจ้าตวันอธิราช กษัตริย์ผู้ครองกรุงสุวรรณภูมินี้ ได้วางรากฐานการสร้างพระบารมีไว้ให้พระราชโอรสของพระองค์ ในฐานะที่จะทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปภายภาคหน้า อาทิ

การสร้างบ้านแปลงเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ปรับปรุงกองทัพให้เข้มแข็ง ส่งเสริมอาชีพของราษฏร โรงพยาบาลเพื่อสงเคราะห์พสกนิกร ฯลฯ

ส่วนด้านพระพุทธศาสนา ได้โปรดสร้างวัด โรงเรียนปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมี พระโสณะ กับ พระอุตตระ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีการมอบ "พัดยศ" สำหรับผู้สอบบาลีได้

ต่อมาก็มีการแต่งตั้งพระสงฆ์ไทยขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระองค์แรกของเมืองไทย จนได้สืบต่อวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ มาจนถึงบัดนี้

อีกทั้งพระองค์ได้เสด็จประพาสไปยังนานาประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง และที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนภายในประเทศอาณาเขตของพระองค์ ก็เสด็จเยี่ยมเยือนไปตามหัวเมืองต่าง ๆ อีกด้วย

พระราชจริยวัตรของ พระเจ้าตวันอธิราช นี้ มีลักษณะที่ทรงปฏิบัติคล้ายกับพระราชจริยวัตรของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของพระเจ้ากรุงสยาม ทุกประกา

ฉะนั้น ขนบธรรมเนียมประเพณีในด้านพระศาสนา เช่น พิธีกวนข้าวทิพย์ การสวดมนต์ หรือ พิธีการนิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน ตลอดถึงพิธีกรรมต่างๆ ตามโบราณราชประเพณี เรามีการสืบทอดวัฒนธรรมอันเป็น มรดก มานานนับพันปี

(ทั้งหมดนี้เป็น รากฐาน ที่พระเจ้าตวันอธิราช วางไว้ให้ พระราชโอรสคือ พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า ทั้ง ๒ พระองค์ต่างก็เป็นพระโพธิสัตว์ที่บารมีเข้มข้น)

ต่อมา หลังจากพระเจ้าเดือนเด่นฟ้า ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ก็ทรงมีพระราชหฤทัยที่ดำเนินรอยตามพระยุคคลบาทของสมเด็จพระราชบิดา ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็น พระโพธิสัตว์ เช่น เดียวกัน และก่อนที่ พระโสณะ จะนิพพาน ก็ยังได้พยากรณ์ไว้อีกว่า

"พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า จะมาเกิดที่ กรุงเทพมหานคร" เมื่อนั้น "สุวรรณภูมิ" จะฟื้นชื่อมีคนรู้ทั่ว

สอดคล้องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม องค์ปัจจุบันที่ได้ทรงตรัสพยากรณ์ไว้ดังนี้

ดูก่อนอานนท์..ตถาคตสงสารสัตว์เป็นล้นพ้น ที่มีอายุขัยอยู่ใกล้ยุคกึ่งสมัย คือในหลังพุทธกาลนี้ แต่ในเวลานั้น จะมี "พระมหากษัตริย์ธรรมิกราช" ผู้เป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง จะเกิดภายในอุปถัมภ์ของ "พระมหาเถระโพธิสัตว์"

พระโพธิสัตว์สองพระองค์นั้น จะเสด็จเข้ามาบำรุงพระพุทธศาสนาของตถาคต สมณชีพราหมณ์จะตามเสด็จเป็นอันมาก ในระยะนี้จะเป็นยุค "ชาวศรีวิไล" ดังนี้

(หลักฐานหนึ่ง ทางด้านโบราณวัตถุได้แก่ กระเบื้องจาร ที่ขุดได้จาก ซากเมือง คูบัว จ.ราชบุรี ก็ได้ยืนยันว่า พ่อกับลูกคู่นี้ ทรงเป็นหน่อเนื้อพระบรมพงศ์พระโพธิสัตว์ทั้งสองพระองค์ ได้ตั้งความปรารถนา "พุทธภูมิ" ประเภท วิริยาธิกะ คือจะต้องบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ใช้เวลา ๑๖ อสงไขย กับแสนกัปป์จึงจะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)

ในชาติปัจจุบันของ พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า คือ พระบาทสมเด็จภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

หลวงพ่อเคยถวายพระพรไว้ ณ พระตำหนักภุพิงค์ราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐... ในตอนหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสถามหลวงพ่อว่า

"เขาพูดกันว่าผมปรารถนาพุทธภูมิเป็นความจริงไหมครับ..?"

หลวงพ่อถวายพระพรว่า...เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน..แต่เวลานี้บารมีเป็น "ปรมัตถบารมี" แล้ว ก็เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว..ไม่ใช่ไม่สำเร็จ..!

"พุทธภูมิ" นี่ต้องบำเพ็ญกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เป็น "วิริยาธิกะ"  วิริยาธิกะนี่..ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่บำเพ็ญมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว "แสนกัป" อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ"

สรุป..ในหลวงเกิดเป็น พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า ในสมัยสุวรรณภูมิ และเกิดเป็น พระเจ้าเดือนแจ่มฟ้า ในสมัยเชียงแสน ปรารถนาพุทธภูมิ ประเภท วิริยาธิกะ ตอนนี้บารมีใก้ลเต็ม และต้องเกิดสร้างบารมีอีก ๕ ชาติ

แบบพระทนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พระทนต์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หักเฉียดพระประสาท พระองค์ท่านทรงเสียวพระทนต์มาก ทรงนัดให้ทันตแพทย์ไปถวายการรักษาเวลา ๕ โมงเย็น เมื่อถึงเวลาที่ทรงนัด พระองค์ท่านเสด็จมาพบ และรับสั่งถามว่า "จะต้องทำนานหรือไม่" เมื่ออาจารย์ทรงทราบพระอาการ จึงทูลตอบว่า "ไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง" พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า "ถ้าเช่นนั้นเอาไว้ก่อน" ขณะนั้นน้ำกำลังท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งสำคัญกว่า เพราะราษฎรกำลังเดือดร้อน เพราะถ้าน้ำท่วมลดลง ๑ เซนติเมตร พระองค์ท่านจะสบายพระทัยขึ้นมาก

อาจารย์พยายามทูลทัดทานขอให้ทำพระทนต์ก่อน มิฉะนั้นอาจจะต้องถึงพระประสาท และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงเจ็บมากขึ้น พระองค์ท่านก็ยังทรงรับสั่งว่า "เราทนได้ ราษฎร์สำคัญกว่า" เมื่อท่านเสด็จไปแล้ว ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลว่าเป็นความจริงที่เขาพูดกันว่า สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ทุกข์ของราษฎรนั้นยิ่งใหญ่ว่าทุกข์ของพระองค์ ท้ายสุดพระทนต์องค์นั้นต้องรักษาคลองรากฟัน และทำครอบฟันในที่สุด

ถ่ายทอดโดย : ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช หัวหน้าทีมผู้ถวายการรักษา

“ต่อไปจะมีน้ำ” เรื่องอัศจรรย์ของ "ในหลวง" กับ "น้ำ" ที่เกิดขึ้นในค่ำวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๘ ด้วยความทุกข์ที่เปี่ยมล้นใจอันเนื่องมาจากต้องเผชิญความแห้งแล้งอย่างหนัก หญิงชราคนหนึ่งที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จได้คลานเข้ามากอดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลด้วยน้ำตาอาบแก้มเพื่อขอพระราชทานน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบว่า "ยายไม่ต้องห่วงแล้วนะ ต่อไปนี้จะมีน้ำ เราเอาน้ำมาให้"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระดำรัสแล้ว ก็พระราชดำเนินกลับไปยังรถพระที่นั่งซึ่งจอดห่างออกไปราว ๕ เมตร ปรากฏว่าท่ามกลางอากาศที่ร้อนแล้ง จู่ๆ ก็เกิดฝนตกลงมาเป็นครั้งแรก ในรอบปี ทำให้ผู้ตามเสด็จฯ และราษฎรในที่นั้นถึงกับงุนงงไปตามๆ กัน

เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกสายตาว่าน้ำพระทัยของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พัดพาน้ำแล้งให้พ้นไปจากพื้นที่แห่งนี้ เหลือเพียงความชุ่มชื้นในใจของชาวบ้านมิเสื่อมคลาย

ที่มา : บทความ "น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชื่นธารา" เขียนโดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๘

"พระวรกายเป็นสีทอง" เหมือนเทวดา...ความประทับใจ ครั้งรับเสด็จ "ในหลวง ร.๙" หญิงชาวเยาวราชเล่าทั้งน้ำตา ความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน

ภายหลังจากที่ ชาวไทยเชื้อสายจีน ย่านเยาวราช ต่างพร้อมใจกันจุดเทียน-ร้องเพลงสรรเสริญ ร่วมถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หนึ่งในนั้นคือ นางพรทิพย์ จุฑาเจริญสุข อายุ ๕๔ ปี ที่เข้าร่วมงานในครั้งเช่นกัน

นางพรทิพย์ เล่าให้ทีมข่าว DEEPS TNEWS ฟังว่า ตนมีความประทับในครั้งที่เคยเข้ารับเสด็จในหลวง ร.๙ อย่างใกล้ชิด เมื่อครั้งทรงเสด็จเยือนวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งตนเล่าว่าในครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ที่ในหลวง ร.๙ ตรงตรัสว่า "ครั้งนี้เราจะออกมาข้างนอกเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่ออกไหนอีก" ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับเสด็จอย่างใกล้ชิด

นางพรทิพย์ เล่าต่อว่า ในวันนั้นที่รับเสด็จ ตนได้เห็นพระวรกายที่เป็นประกาย สีเหลืองทองอร่าม ราวกับเทวดา และทุกคนที่มาด้วยกันก็ได้เห็นเช่นกัน ซึ่งเป็นความทรงจำที่ตนไม่เคยลืมเลือน อย่างไรก็ตามจากนี้ต่อไปตนจะนำหลักคำสอนมาปฎิบัติในชีวิตประจำวัน คือ คิดน้อย พูดน้อย พอเพียง ไม่ต้องคิดมาก ทำวันนี้ให้ดีที่สุด