Get Adobe Flash player

ในหลวง พระโพธิสัตว์ (๑๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

การปฏิบัติที่ได้ผลเร็วแต่ใช้เวลาสั้นๆ ทำเช่นไร หลวงพ่อเกษม ได้ชี้แนะทูลบอกแก่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙เมื่อทรงถาม หลวงพ่อเกษม เขมโก ณ วัดคะตึกเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ได้รับเสด็จและวิสัชนาข้อธรรมกับพระบาทฯดังนี้

พระราชปุจฉา : หลวงพ่อประจำอยู่ที่วัดนี้หรือ

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาตมาประจำอยู่ที่สุสานไตรลักษณ์

พระราชปุจฉา : อยากไปหาหลวงพ่อเหมือนกัน แต่หาเวลาไม่ค่อยได้ ได้ทราบว่าเข้าพบหลวงพ่อยาก

หลวงพ่อเกษม : พระราชาเสด็จไปป่าช้า เป็นการไม่สะดวก เพราะสถานที่ไม่เรียบร้อย อาตมาภาพจึงมารอเสด็จที่นี่ ขอถวายพระพร มหาบพิตรสบายดีหรือ

พระราชปุจฉา : สบายดี

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระชนมายุเท่าไร

พระราชปุจฉา : ได้ ๕๐ ปี

หลวงพ่อเกษม : อาตมาภาพได้ ๖๗ ปี

พระราชปุจฉา : หลวงพ่ออยู่ตามป่ามีความสงบ ย่อมจะมีโอกาสปฏิบัติธรรม ได้มากกว่าพระที่วัดในเมือง ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับการปกครองและงานอื่นๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะอยู่ป่าไม่มีภารกิจอย่างอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับศีลบริสุทธิ์ด้วย เพราะเมื่อศีลบริสุทธิ์จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ไม่ครอบงำก็ปฏิบัติได้

พระราชปุจฉา : การปฏิบัติอย่างพระ มีเวลามากย่อมจะได้ผลเร็ว ส่วนผู้ที่มีเวลาน้อยมีภารกิจมาก จะปฏิบัติอย่างหลวงพ่อก็ไม่อาจทำได้ แล้วจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราจะหั่นแลกช่วงเวลาช่วงเช้าให้สั้นเข้าจะได้ไหม คือ ซอยเวลาออกจาก หนึ่งชั่วโมงเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็นสิบนาที หรือห้านาที แต่ให้ได้ผล คือ ได้รับความสุขเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น นั่งรถยนต์จากเชียงใหม่มาลำปางก็สามารถปฏิบัติได้ หรือระหว่างที่มาอยู่ในพิธีนี้มีช่วงที่ว่างอยู่ ก็ปฏิบัติเป็นระยะไป อย่างนี้จะถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อยากจะเรียนถาม

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร จะปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้ ถ้าแบ่งเวลาได้

พระราชปุจฉา : ไม่ถึงแบ่งเวลาต่างหากออกมาทีเดียว ก็อาศัยเวลาขณะที่ออกมาทำงานอย่างอื่นอยู่นั้นแหละ ได้หรือไม่ คือ ใช้สติอยู่ทุกขณะจิตที่เกิดดับ ทำงานด้วยความรอบคอบให้สติตั้งอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรทรงปฏิบัติอย่างนั้นถูกแล้ว การที่มหาบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติงานอย่างนี้ ก็เรียกว่าได้ทรงเจริญเมตตาในพรหมวิหารอยู่

พระราชปุจฉา : ก็คิดว่าเป็นอย่างนั้น เช่นว่า มาตัดลูกนิมิตนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยขี้เกียจมาจึงมีกำลังใจมา และเมื่อได้โอกาสได้เรียนถามพระสงฆ์ว่า การปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นตอนๆ อย่างนี้จะได้ผลไหม อุปมาเหมือนช่างทาสีผนังโบสถ์ เขาทาทางนี้ดีแล้วพัก ทาทางโน้นดีแล้วพัก ทำอยู่อย่างนี้ก็เสร็จได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย จึงอยากเรียนถามว่าปฏิบัติอย่างนี้ จะมีผลสำเร็จไหม

หลวงพ่อเกษม : ปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้โดยอาศัยหลัก ๓ อย่าง คือ มีศีลบริสุทธิ์ ทำบุญในชาติปางก่อนไว้มาก มีบาปน้อย ขอถวายพระพร

(จาก หนังสือหลวงพ่อเกษม เขมโก)

คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าเรื่องบุญญาภินิหาร ในหลวง ร.๙ที่เห็นมากับตา

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยบันทึกไว้ในข้อเขียนตอนหนึ่งว่า "ความผูกพันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับคนไทยนั้น .. มีอยู่มากมายเกินกว่านิมิตหมายแห่งความเป็นชาติไทย เกินกว่ามิ่งขวัญ เกินกว่าความเคารพบูชา แต่เป็นความผูกพันด้วยชีวิต ระหว่างคนไทยคนหนึ่ง กับคนไทยอีกทุกๆ คน"

สัมพันธภาพที่ผูกพันแน่นแฟ้นเหล่านี้เกิดได้ด้วยเหตุใด ม.ร.ว.คึกทธิ์ ปราโมช ได้บันทึกไว้ว่า

"เท่าที่ผมทราบ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ทั้งสองพระองค์สำราญพระราชหฤทัย เกินไปกว่าที่ได้ทรงพบปะกับราษฎรของพระองค์ แม้จะใกล้หรือไกลก็ตามที ตามที่มีคำพังเพยแต่ก่อนว่า รัชกาลที่ ๑ โปรดทหาร รัชกาลที่ ๒ โปรดกวีและศิลปิน รัชกาลที่ ๓ โปรดช่างก่อสร้าง (วัด) นั้น ผมกล้าต่อให้ได้ว่า รัชกาลที่ ๙ โปรดราษฎร และคนที่เข้าเฝ้าได้ใกล้ชิดที่สุดเสมอไปก็คือ ราษฎร มิใช่ใครอื่นที่ไหนเลย"

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ สำนักข่าวอิศรา ได้เผยเรื่องราวจากหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ ๗๘ ของ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ ที่ได้เล่าเรื่องบุญญาภินิหาร รัชกาลที่ ๙ ที่เห็นมากับตา ซึ่งเป็นช่วงได้รับเชิญไปปาฐกถา อภิปรายในระหว่างปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒ และในช่วงท้ายได้มีการกล่าวถึงราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องมาทุกรัชกาล

โดยใจความตอนหนึ่งระบุไว้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทยทุกคน ถ้าจะว่าในทางบุญญาภินิหารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบันนี่แหละที่คนได้เห็นบุญญาภินิหารของพระองค์มากที่สุด กระผมได้พบด้วยตัวเอง ผมเองจะว่าคนโบราณก็โบราณ แต่ความรู้วิชาสมัยใหม่ก็ยังมีอยู่ได้เห็นเองบ้าง ไม่เห็นบ้าง และได้รับคำบอกเล่าจากคนอื่นที่เชื่อถือได้

และคุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ ได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางชายพรมแดน ประทับเรือพระที่นั่งเสด็จฯ ทอดพระเนตรแม่น้ำโขงฝั่งไทย พอไปถึงตำบลหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเวลานั้น ยืนอยู่ข้างพระองค์ คอยชี้แจง ก็กราบบังคมทูลว่า บ้านนี้เรียกว่าอย่างนั้น ตำบลนี้ชื่ออะไร ราษฎรมีเท่าไหร่ ทำมาหากินอะไร ไปถึงตำบลเรียกว่า "วังจระเข้" พระองค์ก็ทรงพระสรวล มีพระราชดำรัสถามว่า "แล้วมีจระเข้ไหม"

ผู้ว่าฯ ก็กราบบังคมทูล "ไม่มี สมัยนี้มีเรือไฟ เรืออะไร จระเข้คงไม่มีอาศัยอยู่ได้ ก็ต้องหลบหนีไป" จากนั้นก็มีพระราชดำรัสว่า "เสียดายจริง ฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้ที่มันอยู่ตามธรรมชาติ" พอมีพระราชดำรัสขาดพระโอษฐ์เท่านั้น จระเข้ขึ้น ๒ ตัว พระองค์ก็ทรงพระสรวล ชี้ให้ผู้ว่าฯ ดูว่า "เห็นไหม"

นอกจากนี้ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเล่าต่อว่า เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ เมืองเพชร เขาปลูกปะรำรับเสด็จฯ ใหญ่ที่ศาลากลาง ๒ ปะรำ ระหว่างที่อยู่กลางแจ้งกับที่ไปถึงราษฎรเฝ้าฯ เต็มปะรำ เพราะขณะนั้นฝนตกหนัก เมื่อพระองค์เสร็จฯ มาถึง ทรงเยี่ยมราษฎรในปะรำ แรกฝนก็ยังตกหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พอถึงหมวดปะรำที่จะเสด็จฯ ออกไปอีกปะรำหนึ่ง ฝนก็ยังตกอยู่ คุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ ถวายให้คนกลางกลด ทว่าพระองค์ทรงยับยั้ง บอกคุณหลวงว่า ก็เขาเปียก เราก็เปียกได้ ว่าแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไป ฝนก็หยุดตก 

นี่เอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ ว่าเห็นกับตา แปลกจริงๆ ไม่มีฝน เสด็จพระราชดำเนินไปเข้าปะรำโน้น พอลับพระองค์ ฝนตกจั้กๆ อย่างเก่าอีกที พวกที่ตามเสด็จฯ ไม่ต้องพูดละ โชกไปด้วยกันหมด หนีไม่พ้น แม้องค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังเปียก เสด็จพระราชดำเนินคล้อยตาม นี่ก็เห็นกันมาแล้ว และอื่นๆ อีกมากมายเหลือเกิน จะเล่าไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด

ผมจึงอยากจะบอกว่า เรามีองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีบุญญาภินิหารอย่างยิ่งในคราวนี้ ก็เป็นเกียรติของคนไทยทั้งประเทศ เพราะเรามีเทพเจ้าปกครอง และนอกจากนั้นแล้ว รัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิปไตย เป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน ทรงราชการมิได้ว่างเว้น ทำงานมากกว่าใครทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องที่คนไทยช่วยกันระลึกถึงเพื่อเป็นกำลังใจของพวกเรา

ไฟไหม้บ้านคนงานชาวเมียนมาวอดทั้งหลัง แต่แบงก์พันพระบรมฉายาลักษณ์ใต้หมอนไม่ไหม้ เชื่อบารมีในหลวง ส่งผลให้มีเงินเหลือไว้ใช้

วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านพักของแรงงานเมียนมา ในพื้นที่ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ ๑ หลังแบ่งเป็น ๓ ห้อง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำรถดับเพลิง ๔ คัน ฉีดสกัด โดยใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที ก่อนเพลิงจะสงบลง ตรวจสอบพบถูกเพลิงไหม้หมดทั้งหลัง ทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้เกือบหมด

โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ ๑ หลังแบ่งเป็น ๓ ห้อง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำรถดับเพลิง ๔ คัน ฉีดสกัด โดยใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที ก่อนเพลิงจะสงบลง ตรวจสอบพบถูกเพลิงไหม้หมดทั้งหลัง ทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้เกือบหมด

เจ้าหน้าที่สอบถามไปยัง นางสาวเหมียว อายุ ๒๔ ปี ชาวเมียนมา ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังดังกล่าว เล่าว่า ตนพักอยู่กับสามี ๑ ห้อง อีกสองห้องเป็นห้องว่างไม่มีใครอยู่ ขณะเกิดเหตุตนทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียง และเห็นควันไฟลุกไหม้ไปครึ่งหลังจึงตะโกนให้คนช่วยดับไฟ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ประสานรถดับเพลิง ทั้งนี้บ้านพักดังกล่าวเป็นไม้ทั้งหลัง ทำให้ไฟเกิดลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ทรัพย์สินเสียหายเกือบหมด เคราะห์ดียังเหลือเงินจำนวน ๔,๑๐๐ บาท และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก ๑ บาท ที่ซุกซ่อนไว้ใต้เตียงแต่ไม่ถูกไฟไม่ไหม้

นางสาวเหมียว ระบุอีกว่า ตนได้นำเงินธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๔ ใบ และฉบับละ ๑๐๐ บาท จำนวน ๑ ใบ ที่มัดไว้ออกให้ดู ปรากฏว่ามีร่องรอยไฟไหม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นบารมีของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ช่วยให้ตนและสามีมีเงินเหลือไว้ใช้ แม้ว่าทรัพย์สินอื่นๆ จะเสียหายทั้งหมดก็ตาม