Get Adobe Flash player

เหรียญที่ระลึก วัตถุมงคลของในหลวงฯ ร.๙ (๑๕) โดย พระเล็ก

Font Size:

๑๖. เหรียญในหลวง พระราชทานชาวเขา

เหรียญนี้ในหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานให้แก่ชาวเขา เมื่อคราวพระราชสมภพครบ ๓ รอบ บางคนเรียกสั้นๆ ว่า  “เหรียญในหลวงแจกชาวเขา” มีพิธีเจริญพุทธมนต์ ในวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙ นั่งปรกปลุกเสกอธิษฐานจิต พร้อมกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นเป็นจำนวนมาก เช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นต้น เพราะท่านเข้าออกวังบ่อยมาก

ในช่วงห้าสิบกว่าปีก่อน ประเทศไทยประสบปัญหายาเสพติด, การปลูกพืชเลื่อนลอยของชาวเขาทางภาคเหนือ อีกทั้งถือเป็นช่วงสงครามความเชื่อเรื่อง “คอมมิวนิสต์” ที่ลามไปทั่วภูมิภาคอาเชี่ยน ด้วยพระราชอัจฉริยภาพที่กว้างไกล ด้วยการให้ชาวเขาสามารถ “ยืนได้ด้วยตัวเอง”  และหยุดการอพยพย้ายถิ่นเพื่อลดปัญหาเหล่านี้  พระองค์เสด็จเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์หลายครั้ง โดยทุกครั้งทรงนำ การเพาะปลูกพืชผักเมืองหนาวไปแนะนำให้พวกเขา  ทำให้สงครามการปลูกยาเสพติด และการทำไร่เลื่อนลอยในเมืองไทยยุติลงได้

หนึ่งในพระอัจฉริยภาพในด้าน “ทะเบียนราษฎร” อย่างไม่เป็นทางการนั้นคือ การที่พระองค์พระราชทานเหรียญที่ระลึกแก่ชาวเขาทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยม ทั้งอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ เหรียญพระราชทานจาก “พ่อหลวง” นี้เป็นที่หวงแหนของชาวเขา กุโลบายของเหรียญนี้ คือทุกเหรียญ จะมีการตอกโค้ด หมายเลขประจำเหรียญ ซึ่งในยุคนั้นด้วยการอพยพถิ่นฐานของชาวเขาบ่อยครั้ง การสำมโนประชากร และการพิสูจน์สัญชาติเพื่อทำบัตรประชาชนนั้นเป็นไปยาก ด้วยเหตุนี้เหรียญนี้จึงเสมือนถือเป็น บัตรประชาชนชาวเขาโดยพฤตินัย นั้นเอง เรียกง่ายๆว่า “บัตรประชาชน ฉบับชาวเขา ประชาชนใต้ร่มบารมีของพระองค์ท่าน ...”

“เรื่องของเหรียญ” กับบันทึกตำนาน “การจัดการสัญชาติไทย” โดย ศศินันทน์ งามธุระ นักศึกษาฝึกปฏิบัติหนังสือพิมพ์เด็กไร้รัฐ สัญชาติ ในความหมายเข้าใจจากตำราเรียน คือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐ โดยรัฐในที่นี้หมายความถึง รัฐสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน คำว่า “สัญชาติ” มีขึ้นอย่างเด่นชัดภายหลังสมัยของรัชกาลที่ ๕ เพราะก่อนหน้านั้นมีเพียงสิ่งเรียกว่า “มูลนิติธรรมประเพณี” ในยุคนั้นรัฐส่วนกลางพยายามขยายอำนาจเข้ามาสู่ท้องถิ่นมากขึ้น หัวเมืองต่างๆ ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นมณฑล เช่น จากหัวเมืองล้านนา เป็น มณฑลพายัพ อันประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง

รัฐในสมัยนั้นบริหารจัดการโดย ส่งข้าหลวงเข้ามาควบคุม และใช้อำนาจพร้อมกับลดทอนอำนาจของเจ้าเมืองในแต่ละมณฑลลง จากที่เคยมีกฎเกณฑ์สำหรับใช้บังคับในแต่ละหัวเมือง (ระบบเจ้าเมือง) ให้มาใช้ระบบราชการแทน เป็นการรวมอำนาจในการปกครองเข้ามาสู่ส่วนกลาง การรวมอำนาจทำให้ระบบจารีตประเพณีที่เคยใช้ เคยมีความสำคัญ ไร้ความสำคัญ ถือเป็นรากฐานของกฎหมายปัจจุบัน ที่ทำให้รัฐแผ่อำนาจออกไปได้ในทุกพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดรัฐ ที่เรียกว่า รัฐชาติ และหลังกำเนิดของรัฐชาติไทย แนวคิดเรื่องสัญชาติก็เริ่มก่อตัวขึ้นนับแต่นั้น จากระบบกฎหมายที่รัฐส่วนกลางเป็นผู้สร้างขึ้น แล้วบังคับใช้ทั่วรัฐ จึงมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดการ การควบคุมประชากร มีการแยกบุคคลในรัฐออกเป็นกลุ่มๆ และมีวิวัฒนาการในการดูแล และให้สัญชาติต่างกัน ในยุคแรกที่อำนาจรัฐยังมีอยู่อย่างจำกัด สัญชาติในยุคนั้นอาจไม่ใช่สัญชาติตามความเข้าใจในปัจจุบัน เริ่มต้นจากการสักเลก เพื่อบอกสังกัดมูลนาย โดยไม่ได้หมายความมีนายคนเดียวกัน จะต้องมีสัญชาติเดียวกันอาจมี ชาติลาว เขมร ส่วย ภูไท รวมอยู่

ต่อมามี การสำรวจสำมะโนประชากร เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๔๕๓ ผู้ที่ได้รับการสำรวจสำมะโนประชากรจะมีการลงในช่องสัญชาติว่า “ชาติไทยในบังคับสยาม” ทั้งหมด มิให้ลง หรือเขียนว่าเป็นชาติอื่น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มีความหมายว่า รัฐให้ความสนใจกับประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจปกครอง โดยให้ประชากร หรือบุคคลภายใต้บังคับต้องมีสัญชาติไทยเหมือนๆ กัน มีกฎหมายกำหนดว่าใครบ้างที่จะได้สัญชาติไทย และได้มาด้วยวิธีการอย่างไร หลังจากการวางหลักซึ่งประกอบด้วยหลักการสืบสายโลหิตที่บุคคลจะได้สัญชาติตามบิดา และมารดาที่เป็นคนไทย และหลักดินแดนสำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทย

ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๕ เกณฑ์ของการให้สัญชาติโดยหลักดินแดนบีบแคบลง รวมถึงการที่อำนาจรัฐมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐในพื้นที่ห่างไกล และเกิดปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ไกลห่างเหล่านั้น เกิดการตกสำรวจ หรือขาดการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ ในยุคนั้นชาวเขาอยู่ไกลไม่มีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ และรัฐแต่ละรัฐยังไม่มีการแบ่งพรมแดนกันอย่างชัดเจนเช่นทุกวันนี้ มีการเดินทางข้ามไปมาระหว่างรัฐกับรัฐเป็นเรื่องปกติและเสรี ในการจัดการกับบุคคลในกลุ่มต่างๆ เริ่มมีปัญหา รัฐไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประชาชนทุกคนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นบุคคลสัญชาติไทย นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคนไร้สัญชาติในรัฐไทย และมีความพยายามจัดการกับคนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง

กล่าวคือในปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓ มีโครงการจัดทำเอกสารพิสูจน์ตน ครอบคลุมพื้นที่ ๑๖ จังหวัด มีการบันทึกเพียงชื่อ-สกุล ไม่มีรูปถ่ายยืนยัน รวมทั้งมีการแจก “เหรียญที่ระลึกชาวเขา” (ศุภชัย เจริญวงศ์:ชาวเขาสถานะความเป็นอยู่คนไทยที่ถูกลืม สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ๒๘ มี.ค .- ๔ เม.ย. ๒๕๔๕) แม่เฒ่าคนจากเผ่าม้ง วัย ๘๐ ปี จาก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย แม่เฒ่าพูดไทยไม่ได้ แต่ได้บอกเล่าถึงเหรียญที่ระลึกชาวเขาผ่านบุตรสาวไว้เพียงว่า...

“จำไม่ได้ ว่าเป็นเหรียญลักษณะใด รู้แต่ว่าไม่มีรูตรงกลาง และอำเภอแจกให้ครอบครัวละหนึ่งเหรียญ เอาไว้ดูเป็นที่ระลึก” เหรียญที่ระลึก ไม่ได้มีผลถึงการแสดงตัวตนของบุคคล มีบุคคลที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทย เนื่องมาจากเอกสารพิสูจน์ตนของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง และเส้นแบ่งเขตแดนรัฐไม่ชัดเจน นั่นแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้รัฐจะแสดงออกถึงการจัดการสำรวจกลุ่มคนบนที่สูงแล้ว แต่ก็ไม่มีระบบระเบียบ และยังไม่มีการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่

ยุคต่อมาเป็นยุคของการจัดการคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยใช้ระบบของการ สำรวจสำมะโนประชากร และมีการจัดทำเอกสารพิสูจน์ตนให้แก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติ ในรูปของทะเบียนบ้านชั่วคราว (ทร.๑๓) และมีการออกบัตรแสดงตน มีลักษณะเป็นบัตรสีต่างๆ ตามพื้นที่ และตามสังกัดของกลุ่ม ๑๖ บัตรสี คือ บัตรสีขาวขอบน้ำเงิน-ญวนอพยพ, สีขาวขอบแดง-ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากกัมพูชา,สีเหลือง-จีนฮ่ออพยพ, สีส้ม-จีนฮ่ออิสระ, สีเขียว-ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงกัมพูชา, สีเขียว-เนปาลอพยพ, สีม่วง-ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (อยู่กับนายจ้าง), สีฟ้าขอบน้ำเงิน-ลาวอพยพ, สีส้ม-ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีที่อยู่ถาวร), สีเหลืองขอบน้ำเงิน-ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย, สีฟ้า-บุคคลบนพื้นที่สูง, สีเขียว-ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย, สีขาว-อดีตทหารจีนคณะชาติ, สีฟ้า-เผ่าตองเหลือง, สีส้ม-ไทยลื้อ, สีชมพู-ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า, สีเขียวขอบแดง-สำรวจชุมชนบนพื้นที่สูง

ในจำนวนของผู้ครอบครองบัตรสีต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีคนไทยอีกหลายคน หลายครอบครัวที่ในความเป็นจริงพวกเขาต้องได้รับสัญชาติไทย อาจด้วยเหตุผลเพราะความผิดพลาดในการสำรวจ การไม่จริงจังในการวางระบบแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้นจริงในระยะยาว มีแนวคิดใหม่ในการให้สัญชาติกับคนที่มาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานหลายรุ่นอายุของบุคคล ล่าสุดหลายๆ ฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญของปัญหาต่างก็ร่วมมือกันคิดค้นสร้างระบบ และพยายามนำเสนอเรื่องราวที่พยายามจัดการตลอดมา ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ การแก้ปัญหาอันเกิดจากการตกสำรวจ ปัญหาของคนไทยที่ไม่มีตัวตนในทางกฎหมาย ได้เดินทางก้าวไกลข้ามยุคสมัยมาสู่ยุคดิจิตอล มีการรวบรวมจำนวนคนประสบปัญหาและผู้ที่มีสิทธิได้รับสัญชาติ มาเก็บรวมไว้ในฐานข้อมูลเพื่อการจัดการ และดำเนินการเรื่องของสัญชาติไทยให้กับคนที่ยังไร้สัญชาติต่อไป ปัญหาที่ยากลำบากนี้ยังจะมีวิวัฒนาการไปยังยุคหน้าอีกหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป 

ชม=เชียงใหม่ จะมีเยอะมาก

สำหรับเหรียญที่ระลึก พระราชทานชาวเขานี้ ลักษณะของเหรียญพระราชทานชาวเขา ด้านหน้าเป็นพระรูป ร.๙ คล้ายๆ กับเหรียญบาท ปี ๒๕๐๕ มีตัวหนังสือรายล้อมด้านล่างว่า “ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙” ด้านหลัง เป็นรูปแผนที่ประเทศไทย และมีการตอกชื่อย่อจังหวัด และหมายเลขประจำตัวลงในแต่ละเหรียญ เพื่อใช้เป็นหมายเลขประจำตัวสำหรับชาวเขาแต่ละคน มีตัวหนังสือรายล้อมด้านบนตามขอบเหรียญว่า “ที่ระลึกสำหรับชาวเขา”

จำนวนสร้าง และแจกจ่ายออกไป ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าเหรียญ เท่าที่รู้เหรียญนี้แจกอยู่หลายจังหวัดตามหมู่บ้านที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ เท่าที่ปรากฏมีอยู่ ๑๖ จังหวัด โดยมีอักษรย่อ และ หมายเลขกำกับ ดังนี้ ชร=เชียงราย, ชม=เชียงใหม่, ลป=ลำปาง, นน=น่าน, มส=แม่ฮ่องสอน, ลป=ลำปาง, ลพ=ลำพูน, รบ=ราชบุรี, พล=พิษณุโลก, อน=อุทัยธานี พช=เพชรบูรณ์ ที่หายากก็จะเป็นจังหวัด  ลย=เลย, พบ=เพชรบุรี, กพ=กำแพงเพชร, ปข=ประจวบคีรีขันธ์ และ สท=สุโขทัย ในส่วนที่อาจมีชาวเขาอาศัยอยู่น้อย และส่วนที่เร่งรีบแจก หรือยังไม่ได้แจก จึงไม่ได้มีการตอกตัวย่อจังหวัดเอาไว้ก็มี

ปัจจุบัน เหรียญที่ระลึกแจกชาวเขา ของแท้ เป็นที่นิยมของนักนิยมสะสมเหรียญในหลวง ร.๙ เป็นอย่างมาก ยิ่งหมายเลขสวย ๆ หรือ ตัวย่อจังหวัดที่หาได้ยากด้วยแล้ว อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนเลยทีเดียว แน่นอน ของปลอมนั้นมีมานาน และระบาดหนักด้วย จึงไม่ขอแนะนำให้แสวงหามาบูชาจากบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นอันขาด แม้จะเชื่อถือได้ก็เถอะ บอกว่า “อย่าเลย หารุ่นอื่นดีกว่า” ส่วนตัวผู้เขียนนั้น มีของเดิมๆ ที่ได้มานานแล้ว สภาพผ่านการใช้งานมาพอสมควรอยู่กับเขาเหรียญเดียว คงไม่ออกให้ใครเป็นแน่แท้ เพราะเชื่อว่า เหรียญที่มีอยู่นี้เป็นเหรียญที่ผ่านพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน พระราชทานแก่ชาวเขาโดยตรง ถือเป็นมงคลอย่างยิ่งที่ควรเก็บรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานสืบไป