Get Adobe Flash player

เหรียญที่ระลึก วัตถุมงคลของในหลวงฯ ร.๙ (๑๗) โดย พระเล็ก

Font Size:

๑๘. เหรียญโป๊ยเซียน โพวเทียนตังเข่ง หรือที่เรียกกันในวงการว่า เหรียญแปดเซียน หรือ เหรียญ ๕๕ สมาคมแซ่ สร้างในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี โดยราชการร่วมกับพสกนิกรชาวไทย จัดเฉลิมฉลองเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ในการนี้ชาวจีนที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ด้วยการจัดงานยิ่งใหญ่มโหฬาร และมีการจัดสร้างเหรียญที่ระลึกขึ้น จำนวน ๑ ล้านเหรียญ โดยนำรายได้ที่ไม่หักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลจำนวน ๕๐ ล้านบาท

เหรียญฉลองครองราชย์ ๕๐ ปี รัชกาลที่ ๙ ที่จัดสร้างโดย “สมาคมคนไทยเชื้อสายจีน ๕๕ แซ่ หรือ ๕๕ สมาคม” ร่วมทุนจัดสร้างขึ้นนี้  เป็นเหรียญทรงกลม ไม่มีหู ขอบสตางค์ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๒ ซ.ม เหรียญออกแบบให้มีลักษณะแบบจีน และมีความหมายแห่งการเฉลิมฉลองทั้งสิ้น

ด้านหน้า เป็นเลข ๙ ไทย โดดเด่นอยู่ตรงกลาง หมายถึง วันขึ้นครองราชย์ ๙ มิ.ย. ๒๔๘๙ และ ตรงกับวันที่ชาวจีนเฉลิมฉลอง ๙ มิ.ย. ๒๕๓๘ ด้านบนสุดของเหรียญ มีภาษาจีนคำว่า "ฟุ" หมายถึง อำนาจวาสนาบารมี ขอบนอกสุดของเหรียญเป็นรูป “โป๊ยเซียน หรือ ๘ เซียน” ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งเซียนของจีน ที่ถือกันว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ถัดมาเป็นรูป “ค้างคาว ๕ ตัว” หมายถึง ฮก ลก ซิ่ว กิก ฮี่ (บุญ ลาภยศ อายุยืน สิริมงคล ผาสุก) ด้านล่างสุดของเหรียญมี “ภาษาจีน ๔ ตัว” อ่านว่า “โพว เทียน ตัง เข่ง” อันมีความหมายว่า ทั่วฟ้าดินร่วมกันเฉลิมฉลอง

ด้านหลัง เป็น ตราสัญลักษณ์ การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ ๕๐ ปี ด้านบนมีภาษาไทยคำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ด้านล่างมีภาษาจีน ๙ ตัว หมายถึง งานฉลองครอง ๕๐ ปี เหรียญที่ระลึกการจัดงาน มีขนาดเท่ากับเหรียญปราบฮ่อ คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๒ ซ.ม.หนา  ๐.๒๕ ซ.ม. สร้างด้วยเนื้อนวโลหะชนิดเดียว จำนวนทั้งสิ้น ๑ ล้านเหรียญ ไม่มีเนื้ออื่น ไม่มีราคาหน้าเหรียญ

ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกเมื่อ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๘ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เป็นประธานจุดเทียนชัย และอธิษฐานจิต ปลุกเสก พร้อมด้วยเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูป จากทั่วประเทศ รวมทั้งพระสายพระอาจารย์มั่น ได้โยงสายสินจน์จากวัดพระแก้วมายังปะรำพิธีท้องสนามหลวง

เปิดให้จองที่ธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และเปิดจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ในราคาเหรียญละ ๕๐ บาท ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก เพียงแค่ ๒ วันก็หมดสิ้น โดยเหรียญส่วนมากจะกระจายอยู่กับประชาชนคนไทยเชื้อสายจีน

เหรียญรุ่นนี้ได้มีการว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่งออกแบบ รวมทั้งผลิตด้วย แต่มาเกิดปัญหาเรื่องเวลาไม่สามารถผลิตได้ทันกำหนด หนึ่งในคณะกรรมการได้นำแบบทำแม่พิมพ์ผลิตเอง สืบเนื่องจากเวลาค่อนข้างจะกระชั้นชิด จึงได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นมาด้วยกัน ๘ แม่พิมพ์

อนึ่ง มีเหรียญทองคำประมาณ ๒๐ เหรียญ เป็นเหรียญของคณะกรรมการจัดสร้างเท่านั้น ให้ข้อสังเกตว่า เหรียญรุ่นนี้ไม่ค่อยเห็นมีหมุนเวียนในตลาดพระเครื่อง สืบเนื่องจาก ๕๕ สมาคมตระกูลแซ่ จองไปส่วนหนึ่ง (ไม่น้อย) ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้เปิดให้จอง ให้ไปบูชาวันที่พระออกแล้ว ปรากฎว่าได้หลุดรอดออกมานิดหน่อยก็หมดแล้ว เหรียญนี้ มีปลอมเยอะมาก และปลอมมานานแล้วด้วย ดังนั้น อย่าผลีผลาม ศึกษาก่อนสะสม และควรหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เป็นดีที่สุด

โป๊ยเซียน คำว่า “โป๊ยเซียน” ในภาษาจีนกลามีความหมายถึง “เซียนแปดองค์” ตามความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน นับเป็นหนึ่งในบรรดาเซียน นับร้อย ๆ องค์ของจีน แต่เทพทั้งแปดนี้นับว่าเป็นที่รู้จักดี และได้นับการนับถืออย่างกว้างขวางมาก โดยตามศาลเจ้าของหมู่บ้านชาวจีนมักจะมีแท่นบูชาที่ปูด้วยผ้า มีภาพวาดเซียนทั้งแปดรวมเป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นภาพเซียนนั่งเรือไปยังงานเลี้ยงของพระนางซีอ๋อง (งานเลี้ยงของทวยเทพและเซียนต่าง ๆ) บางครั้งก็วาดรวมกับภาพ ๑๘ อรหันต์ในทางพุทธศาสนาด้วย

สมาชิกทั้ง ๘ ในกลุ่มของโป๊ยเซียนนั้น แตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันนี้โป๊ยเซียนมีด้วยกันดังนี้ เซียนแต่ละองค์ในบรรดา ๘ องค์นี้ มีประวัติที่มาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกันไป ในปัจจุบันทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน ยังนิยมนับถือบูชาโป๊ยเซียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพค้าขาย ซึ่งเทพทั้ง 8 องค์นี้ประกอบไปด้วย

เซียนองค์ที่ ๑  หลีทิก๊วย

หลีทิก๊วย เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๐๐ เดิมชื่อ หลีเหียน เมื่อเป็นหนุ่มเป็นชายรูปงาม กำพร้าบิดามารดา มีความสนใจในการท่องบทคัมภีร์ และมีใจฝักใฝ่ในธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาได้ละเคหสถานพำนักรักษาศีลตามโรงเจ เมื่อมีผู้มาขอทรัพย์สินและบ้านที่เคยอยู่อาศัยก็สละให้หมด และออกบำเพ็ญตบะตามถ้ำ

ต่อมาได้เดินทางไปยัง “เขาฮั่วซัว” ฝากตัวเป็นศิษย์ของ “หลีเล่ากุล” อาจารย์ใหญ่ พร้อมกับศึกษาธรรมบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครเป็นศิษย์มากมาย มีศิษย์ก้นกุฏิคนหนึ่งชื่อ “เอี้ยวจื้อ” อยู่มาวันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่างไปหาอาจารย์ โดยบอกให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างไว้ให้ดีครบ ๗ วัน จะกลับมา พอวันที่ ๖ มารดาของเอี้ยวจื้อเจ็บหนัก และเอี้ยวจื้อคิดว่าอาจารย์ได้ตายแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์และรีบเดินทางไปหามารดา แต่มารดาได้ตายเสียก่อน

ส่วนหลีเหียนหลังจากถอดวิญญาณไปแล้ว อาจารย์หลีเล่ากุลได้พาไปศึกษาวิชาเซียน ๓๖ สำนัก เมื่อกลับมาไม่พบร่างของตน พบแต่กองขี้เถ้า วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการสกปรก มีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้างๆ จึงเข้าไปอาศัยร่าง และได้เสกไม้เท้าเป็นไม้เท้าเหล็ก เสกถุงข้าวสารเป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารก็เสกเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่า หลีทิก๊วย จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตมารดาของเอี้ยวจื้อให้ฟื้นขึ้น แล้วหลีทิก๊วยก็กลับไปอยู่สำนักหลีเล่ากุล เป็นเซียนองค์ที่หนึ่ง ผู้ใดปรารถนาจะให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง ให้จุดธูปบูชาและอธิษฐานถึง เซียนหลีทิก๊วย

เซียนองค์ที่ ๒  ฮั่นเจ็งหลี

ฮั่นเจ็งหลี เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๓๔๐ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นบุตรของเจ้าเมืองหุนตัง เดิมมีชื่อว่า เจ็งหลีกั๊ก ต่อมาได้เป็นแม่ทัพของกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ได้ยกทัพไปรบกับ ปุดยู้ แม่ทัพโทวฮวน และได้ฆ่าฟันข้าศึกล้มตายเป็นจำนวนมาก หลีทิก๊วย เซียนองค์ที่หนึ่งเล็งด้วยญาณรู้ว่า เจ็งหลีกั๊กเดิมเป็นเซียนรักษาหอสมุดบนสวรรค์ แต่ได้ทำความผิดฐานทำหนังสือประวัติโหงวแป๊ะเซียน (เซียนห้าร้อยองค์) หาย จึงถูกลงโทษให้มาเกิดบนโลกมนุษย์

หลีทิก๊วยจึงคิดช่วยเจ็งหลีกั๊กให้ได้กลับเป็นเซียน จึงแนะอุบายให้ปุดยู้ ใช้ทหารหญิงปลอมตัวไปส่งเสบียงให้ทหารของเจ็งหลีกั๊ก ทหารหญิงพวกนี้ได้มอมสุราทหารเจ็งหลีกั๊กจนเมามาย แล้วยกทัพเข้าตีทัพเจ็งหลีกั๊กจนแตกทัพ แต่เจ็งหลีกั๊กหนีรอดไปได้ และได้พบกับอาจารย์ “ตังหัวจินหยิน” อาจารย์ตังหัวจินหยินได้สอนธรรมะรวมทั้งสอนวิธีใช้ไฟธาตุในร่างกายหลอมสิ่งของต่างๆ ให้กลายเป็นทองและให้กั้นหยั่นวิเศษแก่เจ็งหลีกั๊ก

ต่อมาเจ็งหลีกั๊กได้ลาอาจารย์เดินทางกลับบ้าน อาจารย์ตังหัวจินหยินได้บอกกับเจ็งหลีกั๊กว่าวันหนึ่งจะกลับไปเป็นศิษย์ เมื่อได้พบกับพี่ชายชื่อ เจ็งหลีกั้ง เจ็งหลีกั๊ก จึงชวนพี่ชายออกบำเพ็ญตบะ ได้ช่วยชาวบ้านฆ่าเสือและหลอมก้อนกรวดให้เป็นทองเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน ต่อมาวันหนึ่งหลีทิก๊วยได้มารับเจ็งหลีกั๊กไปเป็นเซียนองค์ที่สองของสำนักหลีเล่ากุน และให้ชื่อว่า ฮั่นเจ็งหลี เซียนฮั่นเจ็งหลีได้นำมนต์ใช้ไฟธาตุในตัวและกั้นหยั่นวิเศษมอบให้กับอาจารย์ ฮวยเหล็งจินหยิน เพื่อฝากคืนให้แก่อาจารย์ตังหัวจินหยิน ผู้ใดปรารถนาจะให้ตนมีความกล้าหาญ เข้มแข็ง เอาชนะศัตรูได้ พึงจุดธูปเทียนบูชาและอธิษฐานถึง เซียนฮั่นเจ็งหลี

เซียนองค์ที่ ๓  ลื่อทงปิน

ลื่อทงปิน เกิดเมื่อ พ.ศ. ๑๓๔๑ ในราชวงศ์ถัง เป็นบุตรของเจ้าเมืองไฮจิ่ว ในอดีตชาติเป็นอาจารย์ ตังหัวจินหยิน ที่กลับชาติมาเกิด วันหนึ่งได้ออกเที่ยวป่าและได้พบกับอาจารย์ “ฮวยเหล็งจินหยิน” อาจารย์ฮวยเหล็งจินหยินทราบว่าลื่อทงปิน คือ “อาจารย์ตังหัวจินหยิน” ที่กลับชาติมาเกิด  จึงได้สอนการบำเพ็ญธรรมและวิชาใช้ไฟธาตุหลอมสิ่งของต่างๆ ให้กลายเป็นทอง พร้อมทั้งได้มอบกั้นหยั่นวิเศษที่ “ฮั่นเจ็งหลี” ฝากไว้ให้

ต่อมาลื่อทงปินได้ออกช่วยเหลือประชาชน ฆ่ามังกรยักษ์ด้วยกั้นหยั่นวิเศษ และได้ปลอมตัวเป็นคนหาบน้ำมันขาย ผู้ใดที่ซื้อน้ำมันแล้วไม่ขอแถมก็จะอุปถัมภ์ ปรากฏว่ามีหญิงชรามาขอซื้อน้ำมันแล้วไม่ขอแถม อีกทั้งยังเอื้อเฟื้อให้อาหารแก่ลื่อทงปิน ลื่อทงปินจึงเอาข้าวสุกโปรยลงในบ่อน้ำและเสกให้เป็นสุราอย่างดี ให้หญิงชราและลูกชายขายจนร่ำรวย

วันหนึ่งลื่อทงปินไปกินอาหารร้านนางซินสี และไม่ได้จ่ายเงินอยู่ ๔ วัน นางซินสีก็ไม่ทวงถาม ลื่อทงปินจึงเอาเปลือกส้มมาเสก เป็นนกกระเรียนติดไว้กับผนังร้าน เพื่อให้นางซินสีเรียกนกกระเรียนมาเต้นรำให้ผู้กินอาหารดู ทำให้มีผู้มากินอาหารมากมายจนนางซินสีร่ำรวย

ต่อมาลื่อทงปินไปสอบเป็นขุนนางได้ชั้นจิ้นลือ อยู่มาวันหนึ่งได้พบกับ “ฮั่นเจ็งหลี” เซียนองค์ที่สอง ฮั่นเจ็งหลีจึงชวนไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาเฮาะฮง ลื่อทงปินรับคำแล้วลาออกจากขุนนาง แล้วเดินทางแวะไปหาหญิงชราและลูกชาย ที่เคยเสกน้ำในบ่อให้เป็นสุรา ลูกชายหญิงชราพูดจายโสไม่ให้ความเคารพ ลื่อทงปินจึงเรียกเอาเมล็ดข้าวขึ้นมา ทำให้สุราในบ่อกลายจึงเป็นน้ำตามเดิม

จากนั้นได้แวะไปหานางซินสี นางซินสีได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ลื่อทงปินได้ขอนกกระเรียนจากผนังร้านคืนและบอกนางซินสีว่า “ถ้าอยากร่ำรวยก็ให้จุดธูปบูชาถึงตน” จากนั้นก็ขี่นกกระเรียนไปเป็นเซียนองค์ที่สาม ถ้าผู้ใดปรารถนาให้ค้าขายมีกำไรร่ำรวยเป็นเศรษฐี พึงจุดธูปและอธิษฐานถึง เซียนลื่อทงปิน