Get Adobe Flash player

เหรียญที่ระลึก วัตถุมงคลของในหลวงฯ ร.๙ (๑๘) โดย พระเล็ก

Font Size:

เซียนองค์ที่ ๔  เตียกั๊วเล้า

เตียกั๊วเล้า เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๑๗๐-๑๒๒๖ ในสมัยพระนางบูเช็กเทียน และพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ กำเนิดเดิมเป็นค้างคาวเผือก ได้อาบแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และจำศีลภาวนาหลายพันปีจึงกลายเป็นมนุษย์  มีลาเผือกเป็นพาหนะ แต่จะขี่ลาหันหน้าไปข้างหลัง แม้เตียกั๊วเล้าจะมีอายุมากกว่าร้อยปีแล้วแต่ก็ยังดูหนุ่มแน่น เมื่อพระนางบูเช็กเทียนทรงทราบ จึงทรงให้นางข้าหลวงไปเชิญเตียกั๊วเล้าเข้าวัง แต่เตียกั๊วเล้าแกล้งทำเป็นลมชักสลบไป มีหนอนขึ้นตามจมูก ปาก และหู ทำให้ทุกคนเชื่อว่าตายไปแล้ว แต่ต่อมาศพก็ได้หายไป

จนกระทั่งในสมัยของพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ ได้ทรงให้ข้าหลวงไปเชิญเตียกั๊วเล้าเข้าเฝ้า เตียกั๊วเล้าก็แกล้งทำเป็นตายอีก พวกข้าหลวงได้พร่ำอ้อนวอนจนเตียกั๊วเล้าใจอ่อน จึงฟื้นขึ้นและยอมเข้าวัง พระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ต่อมาเตียกั๊วเล้าเบื่อหน่ายที่จะอยู่ในราชวัง จึงทูลพระเจ้าเม่งจงขอกลับไปอยู่ตามป่าเขา พระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาต และทรงพระราชทานสิ่งของและจัดรถลากให้ โดยมีคนลากคนหนึ่งและคนเข็นหลังรถอีกคนหนึ่ง

เมื่อเดินทางถึงเมืองเฮ่งจิว เตียกั๊วเล้าก็ให้คนทั้งสองกลับไป แต่ “หลีแซ” ไม่ยอมกลับ และมีความเลื่อมใสในตัวของเตียกั๊วเล้า จึงขอเป็นศิษย์ติดตามรับใช้ ถือศีลกินเจ เรียนมนต์คาถาและศึกษาธรรมจากเตียกั๊วเล้า วันหนึ่งหลีแซได้มากราบทูลพระเจ้าเม่งจงว่า เตียกั๊วเล้าเป็นไข้ป่าตายเสียแล้ว จึงรับสั่งให้จัดโลงศพทองคำพร้อมกับทำฮวงซุ้ยบรรจุศพอย่างดี แต่พอเปิดโลงศพออกไม่พบศพ มีแต่กระดาษเขียนทูลลาว่า “ต้องไปเป็นเซียนองค์ที่สี่” ผู้ที่ปรารถนาให้ตนมีเสน่ห์ และเป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั้งหลายให้จุดธูปบูชา และให้อธิษฐานถึงเซียนเตียกั๊วเล้า

เซียนองค์ที่ ๕น่าไช่ฮั้ว

ตามตำนานเล่าว่า น่าไช่ฮั้ว เป็นวณิพกเที่ยวร้องเพลงขอทานไปตามหมู่บ้าน มีเครื่องแต่งกายคร่ำคร่าอยู่ ๒ ชุด ชุดหนึ่งหนาใช้ใส่ในฤดูร้อน ส่วนอีกชุดหนึ่งบางใช้ใส่ในฤดูหนาว ซึ่งผิดกับคนธรรมดาทั่วๆ ไป และมีกรับอันหนึ่งยาวสามฟุตใช้ขยับให้จังหวะขณะร้องเพลง อยู่มาวันหนึ่งน่าไช่ฮั้วได้ตีกรับร้องเพลงไปตามหมู่บ้าน จนเผลอหลงเข้าไปในป่าหาทางกลับไม่ถูก พอพลบค่ำน่าไช่ฮั้วได้หาที่นอนบริเวณเชิงเขา ครั้นถึงเวลายามเศษก็แว่วเสียงดุริยางค์มาจากท้องฟ้า น่าไช่ฮั้วจึงแหงนขึ้นดู ก็เห็นเซียนหลายองค์นั่งอยู่ในกลุ่มก้อนเมฆ มีเซียนองค์หนึ่งได้ร้องบอกให้น่าไช่ฮั้ว อย่ามัวเที่ยวขอทานอยู่เลย ให้ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ท่องมนต์ บำเพ็ญเพียรญาณตบะให้มั่นคง อีกสามวันแห่งสวรรค์หรือสามปีในโลกมนุษย์จะมารับไปเป็นเซียน และมอบคัมภีร์ให้

น่าไซ่ฮั้ว ได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมภาวนามนต์ตามคัมภีร์จนจบ มีคนมาฝากตัวเป็นศิษย์มากมาย ในคืนวันเดือนเพ็ญคืนหนึ่ง ขณะที่น่าไซ่ฮั้วนั่งสนทนากับศิษย์จำนวนร้อยแปดคน ในถ้ำก็แว่วเสียงดุริยางค์สังคีตล่องลอยมาจากท้องฟ้า น่าไช่ฮั้วก็ทราบโดยทันทีว่า “หลีทิก๊วย” มารับตนไปเป็นเซียนแล้ว น่าไช่ฮั้วจึงบอกศิษย์ทุกคน จงตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม แล้วน่าไช่ฮั้วก็เสกกรับของตนให้เป็นนกกระเรียน แล้วให้นกกระเรียนสลัดขนไว้ร้อยแปดอัน เสกเป็นกำไลมือพร้อมกับให้ศิษย์เก็บไว้คนละอัน กำไลมือจะช่วยป้องกันอันตราย เว้นแต่ผู้ไม่สุจริตเท่านั้น หลังจากนั้นน่าไซ่ฮั้วก็ขึ้นขี่นกกระเรียนตามหลีทิก๊วยไปเป็นเซียนองค์ที่ห้า ผู้ใดปรารถนาให้ตนได้เป็นศิลปินที่มีผู้คนนิยม พึงจุดธูปบูชาและอธิษฐานถึง เซียนน่าไช่ฮั้ว

เซียนองค์ที่ ๖  ฮ่อเซียนโกว

ฮ่อเซียนโกว เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๒๓๓ ในราชวงศ์ถัง เป็นบุตรีของ ฮ่อซู เดิมมีชื่อว่า ฮ่อสี อยู่ที่เมืองกวางตุ้ง เป็นคนมีรูปร่างอ้วน ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่เป็นคนใจบุญ มีความประพฤติเรียบร้อย และจิตใจฝักใฝ่ในพระธรรม คืนวันหนึ่งมีเทวดามาเข้าฝันให้นางหาแป้งฮุ่นบ๊อมารับประทาน แล้วนางจะมีรูปร่างงดงาม ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ เมื่อตื่นขึ้นจึงให้คนไปหาแป้งฮุ่นบ๊อมารับประทาน จนกระทั่งร่างกายของนางมีความสวยงามดุจเทพธิดา

วันหนึ่งในขณะที่นางฮ่อสีเดินเล่นมาจนถึงชายหาดริมแม่น้ำหุ้นห้อเกย นางก็ได้พบ “หลีทิก๊วย และ น่าไช่ฮั้ว” นั่งสนทนาธรรมกันอยู่ที่ศาลา นางจึงเข้าไปกราบขอร่วมฟังการสนทนาธรรมด้วย เนื่องจากนางมีใจฝักใฝ่ในพระธรรมอยู่แล้วจึงได้มอบตัวเป็นศิษย์ หลีทิก๊วยได้มอบคัมภีร์วิชาเซียนให้กับนางได้ใช้เป็นแนวทางในการฝึกปฏิบัติบำเพ็ญตบะ หลังจากที่นางได้เรียนวิชาเซียนจบแล้วจึงบอกบิดามารดาว่า ต่อไปจะต้องไปเป็นเซียน

ต่อมาในคืนวันเพ็ญเดือนหก ขณะที่นางนั่งสวดมนต์อยู่ ก็แว่วเสียงดุริยางค์สังคีตล่องลอยมาจากอากาศ นางก็ทราบได้ทันทีว่าหลีทิก๊วยมารับไปเป็นเซียน นางจึงรีบปลุกบิดามารดาให้ลุกขึ้น แล้วจุดธูปบูชาเซียน จากนั้นนางก็ร่ำลาบิดามารดา และบอกว่าหลีทิก๊วยมารับไปเป็นเซียน เมื่อหลีทิก๊วยขี่เมฆล่องลอยมาถึงก็บอกให้นางฮ่อสีเสกคัมภีร์ให้เป็นนกกระเรียน ขึ้นขี่นกกระเรียนตามหลีทิก๊วยไป เมื่อถึงเขาฮั่วซัว หลีเล่ากุน อาจารย์ใหญ่ก็ออกมาต้อนรับ และจัดให้เป็นเซียนองค์ที่หก ผู้ใดปรารถนาให้ตนมีอายุยืนนาน มีรูปร่างสวยงาม มีสติปัญญาดี พึงจุดธูปเทียนบูชา และอธิษฐานถึง เซียนฮ่อเซียนโกว

เซียนองค์ที่ ๗  ฮั่นเซียงจือ

ฮั่นเซียงจือ เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๕๐๓ ในสมัย พระเจ้าเต็กจงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ถัง เป็นหลานของ ฮั่นหยู ซึ่งรับราชการเป็นปลัดกระทรวงวัง ฮั่นเซียงจือมีความสนใจผู้วิเศษ จึงได้ออกสืบเสาะค้นหาจนกระทั่งได้พบเซียน “ลื่อทงปิน” เซียนองค์ที่ ๓ จึงได้ศึกษาวิชาเซียน และบำเพ็ญตบะอยู่สามปี หลังจากนั้นฮั่นเซียงจือก็ลาอาจารย์เดินทางกลับบ้าน ในระหว่างทางได้พบต้นท้อออกลูกสุกแดงจึงปีนขึ้นไปเก็บ แต่เหยียบกิ่งท้อหักพลาดตกลงมาสลบไป ครั้นพอฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นเซียน

ต่อมาในเมืองหลวงเกิดฝนแล้ง พระเจ้าเต็กจงฮ่องเต้จึงให้ฮั่นหยูซึ่งเป็นอาของฮั่นเซียงจือทำพิธีขอฝน ถ้าฝนไม่ตกภายในเจ็ดวัน ก็จะถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าฝนตกในช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็จะเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเสนาบดี ฮั่นหยูได้ทำพิธีอยู่หกวันฝนก็ไม่ตก ฮั่นเซียงจือจึงปลอมตัวเป็นโยคีมาช่วย โดยฮั่นหยูให้สัญญาว่า ถ้าทำให้ฝนตกได้จะยกทรัพย์สมบัติให้ทั้งหมด ฮั่นเซียงจือจึงได้นั่งบริกรรมสวดมนต์ขอฝนจนกระทั่งฝนตกใหญ่สามวันสามคืน แต่ฮั่นหยูกลับไม่ยอมยกทรัพย์สินให้ฮั่นเซียงจือตามที่สัญญาเอาไว้ ฮั่นเซียงจือจึงคืนร่างจากโยคีไปเป็นเซียน และบอกกับฮั่นหยูว่า ตนไม่ต้องการ ทรัพย์สินใดๆ เพียงแต่จะลองใจดูเท่านั้น

ต่อมาฮั่นหยูประสบชะตากรรม ถูกถอดยศและริบทรัพย์สิน สักหน้าแล้วถูกเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดน ฮั่นหยูไปที่แห่งใดก็ไม่มีใครต้อนรับ มีแต่ความลำบากหิวโหย ฮั่นเซียงจือจึงบอกให้ฮั่นหยูไปบำเพ็ญพรตถือศีล ส่วนฮั่นเซียงจือได้ไปเขาฮั่วซัว สำนักหลีเล่ากุน เป็นเซียนองค์ที่เจ็ด ผู้ใดปรารถนาให้ตนเป็นนักประพันธ์และนักกวีที่มีชื่อเสียง พึงจุดธูปบูชาอธิษฐานถึง เซียนฮั่นเซียงจือ

เซียนองค์ที่ ๘เช่าก๊กกู๋

เช่าก๊กกู๋ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง เป็นน้องชายของ พระนางเช่าสีฮองไทเฮา เช่าก๊กกู๋เป็นคนที่มีความประพฤติดีงาม ส่วนน้องชายของเช่าก๊กกู๋ชื่อ เช่ายี่ เป็นคนเกเร เที่ยวลักขโมยและข่มเหงชาวบ้าน เพราะถือตัวว่าเป็นน้องชายของฮองไทเฮา เช่าก๊กกู๋พยายามสั่งสอนว่ากล่าวก็ไม่เชื่อฟัง เช่าก๊กกู๋จึงคิดจะหลีกหนีไปเสีย ประกอบกับมีใจฝักใฝ่พระธรรมอยู่แล้ว จึงได้ทูลลาฮองไทเฮาออกท่องเที่ยวตามป่าเขาและบำเพ็ญตบะอยู่ตามถ้ำ

ฝ่ายอาจารย์ หลีเล่ากุน เล็งญาณรู้ว่า เช่าก๊กกู๋บำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำหลายปีแล้ว ควรเชิญมาเป็นเซียนเพื่อให้ครบแปดองค์ จึงให้ ฮั่นเจ็งหลี และ ลื่อท่งปิน ไปรับเช่าก๊กกู๋ พร้อมกับเชิญ หลีทิก๊วย เตียกั๊วเล้า น่าไช่ฮั้ว ฮ่อเซียนโกว และ ฮั่นเซียงจือ ให้มาประชุมพร้อมกันเพื่อคอยต้อนรับเช่าก๊กกู๋

ในขณะที่หลีเล่ากุนกับเซียนทั้งปวง กำลังประชุมกันอยู่ที่เขาฮั่วซัวนั้น ฮั่นเจ็งหลีกับลื่อทงปินได้พาเช่าก๊กกู๋มาถึง เซียนทั้งปวงจึงพากันออกมาต้อนรับ หลีเล่ากุนได้กล่าวว่า ถึงแม้เช่าก๊กกู๋จะเป็นเชื้อพระวงศ์ พรั่งพร้อมด้วยวาสนาและทรัพย์สมบัติ ยังสู้สละความสุขสบายมาถือสันโดษบำเพ็ญตบะ จึงสมควรได้เป็นเซียนองค์ที่แปด ผู้ใดปรารถนามิให้ภูตผี พาลมากล้ำกลายรบกวน พึงจุดธูปบูชา และให้อธิษฐานถึง เซียนเช่าก๊กกู๋

เหรียญโป๊ยเซียน โพวเทียนตังเข่ง หรือ เหรียญแปดเซียน ฟ้าดินร่วมฉลอง ที่จัดสร้างโดยชาวจีนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในนามของสมาคม ๕๕ แซ่ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จขึ้นครองราชย์ครบรอบ ๕๐ พรรษา ในปี ๒๕๓๙ นับเป็นเหรียญที่ระลึก และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าสูงมาก คนไทยเชื้อสายจีนที่ได้ครอบครองเหรียญนี้ ต่างหวงแหนกันมาก จะไม่ยอมมอบให้คนนอกที่ไม่ได้สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล ถือว่าเป็น “เหรียญประจำตระกูล” ก็คงไม่ผิดความจริงนัก

แน่นอนเหลือเกิน เมื่อเหรียญมีความต้องการสูง แต่มีจำนวนน้อยเพียง “หนึ่งล้านเหรียญ” เมื่อเทียบกับประชาชนคนไทย ๗๐ ล้านคนแล้ว ถือว่าน้อยมากทีเดียว ไม่เฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่คนจีนในต่างประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ ต่างก็เสาะแสวงหาด้วยกันทั้งนั้น จึงทำให้ของปลอม ของทำเลียนแบบออกมาไล่เรี่ยกับของจริงที่หมดไปภายในไม่กี่วัน ดังนั้น “ไม่ขอแนะนำให้เสาะแสวงหา” โดยปราศจากการมีของแท้ไว้เทียบเคียง หรือได้รับจากคนที่เขาได้มาแต่เดิม หรือแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น