Get Adobe Flash player

หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

เมื่อเอ่ยนาม หลวงพ่อรวย วัดตะโก  ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่มีใครที่จะปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย เพราะนามนี้สถิตอยู่ในดวงใจของพุทธศาสนิกชนมาเป็นเวลาช้านาน เหตุเพราะท่านเป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสศรัทธามาตลอด ทั้งยังมีเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ด้านเมตตา อันหาที่สุดมิได้นี้เองที่ทำให้ท่านเป็นเสมือนศูนย์รวมดวงใจของชาวไทยทั้งประเทศเลยทีเดียว

ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ” ก่อนที่จะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณ “พระมงคลสิทธาจารย์”  ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาพระอาจารย์แห่งเมืองกรุงเก่าที่มีความขลังเป็นอมตะ ละสังขารแล้วสรีระไม่เน่าเปื่อย เหมือนคนนอนหลับ ปัจจุบันบรรจุอยู่ในโลงแก้วให้สานุศิษย์กราบไหว้บูชา หลวงพ่อมีความเป็นอยู่สมถะ เรียบง่าย พูดน้อย ถามคำตอบคำ และมักจะเป็นผู้ฟังเสียมากกว่า เป็นหนึ่งพระเกจิอาจารย์แห่งกรุงเก่าเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เมืองร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ อุดมไปด้วยพระเกจิอาจารย์นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

หลวงพ่อรวย เป็นพระเกจิอาจารย์แนวหน้าในยุคนี้ ที่งดงามด้วยปฏิปทาศีลวัตรสัจคุณ ดำรงสมณเพศอย่างสมถะ เป็นพระนักปฏิบัติมากว่าที่จะเป็นพระธรรมกถึก ทั้งเป็นพระนักพัฒนาทำความ เจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดตะโก ท่านได้สืบทอดพุทธาคมมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดภาชี ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งสืบทอดวิชาพุทธาคมมาจาก หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ผู้เป็นพระบุรพาจารย์ที่โด่งดังเลื่องลือกิตติศัพท์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสืบสายพุทธาคมโดยตรงจาก หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ ที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมโดดเด่นในด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรีเป็นหนึ่ง อีกด้วย

หลวงพ่อรวย ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ (ละสังขารในปี ๒๕๖๐ เจริญสิริอายุครบ ๙๕ ปี ๗๖ พรรษาร่มกาสาวพัสตร์) เป็นบุตรคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๘ คน (ชาย ๓ หญิง ๕) ของคุณโยมบิดา มี โยมมารดา สินลา ศรฤทธิ์ (บรรพบุรุษของสกุลศรฤทธิ์นี้ เป็นเชื้อสายชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต) ณ บ้านตะโก หมู่ที่ ๒ ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

มีพี่น้องร่วมสายโลหิต คือ นายมณี ศรฤทธิ์, นางผา ศรฤทธิ์, นางจำปี ศรฤทธิ์, นายสวย ศรฤทธิ์, นางสำราญ วงษ์มาก, นางสังเวียน สิงห์แก้ว

ชีวิตในปฐมวัยมีความเป็นอยู่เหมือนๆ กับเด็กในชนบททั่วไป คือได้ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรอันถือได้ว่าเป็นเมืองอู่ข้าว อู่น้ำมาแต่บรรพชน ทั้งช่วยเหลือเลี้ยงดูเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย มาโดยตลอด ส่วนการศึกษา เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นในโรงเรียนวัดตะโก เพราะเด็ก ๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการในละแวกตำบลดอนหญ้านาง ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญของวัด จนมีความรู้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เทียบได้ชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน

เมื่ออายุ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโก โดยมี พระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในขณะที่ครองเพศพรหมจรรย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านพระคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี อายุครบบวช ราว พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมี พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก (ในสมัยนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า “ปาสาทิโก” ครั้นอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมา ได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ. ๒๔๘๗

ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดตะโก ในปี พ.ศ. 2492 เจ้าอาวาสวัดตะโก และในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เจ้าคณะตำบลดอนหญ้านาง

หลังจากจบนักธรรมเอกแล้ว ท่านคิดว่าเพียงพอสำหรับด้านคันถธุระแล้ว เพราะพระที่อยู่ตามชนบทบ้านนอกพอที่จะรักษาพระธรรมวินัยเพศพรหมจรรย์ให้ รุ่งเรืองและเป็นนำสอนชาวบ้านบ้านได้แล้ว ท่านก็หันมาสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระ โดยมองเห็นประโยชน์ในด้านการปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเรียนพระกรรมฐานกับครู บาอาจารย์เก่งๆ ในยุคนั้น อาทิเช่น

หลวงพ่อชื่น วัดภาชี อยุธยา เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานที่สืบทอดพุทธาคมมาจาก หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ เป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้นซึ่งมีศิษย์ที่ศึกษาวิชาจากหลวงพ่อกลั่นมากมาย อาทิเช่น หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่ออั้น หลวงพ่อเภา หลวงพ่อศรี หลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อชื่น ศิษย์หลวงพ่อกลั่นที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ปัจจุบันได้มรณะภาพไปหมดแล้วซึ่งแต่ ละองค์ล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างดี

หลวงพ่อแจ่ม วัดแดงเหนือ เชี่ยวชาญเวทมนต์คาถาอาคม ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่อท่านทุกอย่าง อาศัยความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจมุ่งมั่นจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนวิชาที่เล่าเรียนปฏิบัติเข้มขลังในพลังแห่งวิทยาคมสูงส่ง ท่านเป็นพระเกจิที่เปี่ยมเมตตาธรรมสูง มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เชี่ยวชาญสรรพเวทวิยาคม วัตถุมงคลเข้มขลังเปี่ยมพลังพุทธคุณมากประสบการณ์ แคล้วคลาดนิรันตราย และเมตตา มหานิยม โชคลาภ เป็นหนึ่ง

งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา จัดให้มีการแสดงธรรมทุกวันพระ,จัดตู้หนังสือพระไตรปิฎก, จัดหาเครื่องเขียน ตำราเรียนแก่พระภิกษุสามเณร

หลวงพ่อคูณให้ความนับถือในพระเวทวิทยาคม วันหนึ่งมีญาติโยมต่างถิ่นประมาณ ๖ – ๗ คน ได้เช่ารถพากันไปกราบนมัสการ หลวงพ่อคูณ ที่วัดบ้านไร่ ได้เช่าวัตถุมงคลแบบต่าง ๆ จาก เจ้าหน้าที่ของวัดบ้านไร่ แล้วนำไปให้ หลวงพ่อคูณ ท่านอธิษฐานจิตให้อีกชั้นหนึ่ง หมายเป็นเคล็ดว่ารับจากมือหลวงพ่อคูณกันละว่าอย่างนั้น.

บังเอิญว่าศรัทธาคณะนั้นไปอยู่ในศาลาที่หลวงพ่อคูณพำนักเป็นเวลาปลอดผู้คน มีผู้มารอคิวเข้ากราบไม่มากนัก จึงได้รับการสอบถามจาก หลวงพ่อคูณฯ ว่า “พวกมึงลูกหลาน มาจากไหนกันนี่ ถ้าจะอยู่ไกลละซี จึงได้มาถึงเย็นใกล้ค่ำ” “มาจากอยุธยาครับหลวงพ่อ” หัวหน้าคณะรายงานให้ทราบ หลวงพ่อคูณฯ จึงถามต่อว่า “อยู่บ้านไหนล่ะ” “อยู่บ้านตะโก ดอนหญ้านาง อำเภอภาชีครับ หลวงพ่อ” พอทราบอย่างนั้น หลวงพ่อคูณฯ จึงกล่าวทำนองว่า “อยู่บ้านตะโก อยุธยา พากันถ่อสังขารกันมาถึงนี่ทำไม ไม่ไปหาท่านรวย ที่วัดตะโก คราวหน้าคราวหลัง มีอะไร หรือต้องการอะไร ให้ไปหาท่านรวย ไปหาท่านรวยก็เหมือนกับมาหาข้าเหมือนกัน ท่านรวยเขาก็มีทุกอย่างเหมือนกับข้านี้แหละ ข้ามีอะไรท่านรวยก็มีอย่างนั้น” เป็นคำกล่าวจากใจในความเป็นจริง

ประสบการณ์อภินิหาร

เรื่องที่ ๑ ถูกฟ้าผ่า ไม่ตาย แค่บาดเจ็บเล็กน้อย

เมื่อประมาณกลางปี ๔๑ ที่ผ่านมาประมาณ ๓ โมงเย็น นางจำนงค์ บัวขจร อยู่บ้านตะโก มีอาชีพ ทำนา ในขณะที่ดำนา อยู่ก็เกิดเหตุการณ์อย่างไม่คาดคิด นางจำนงค์ “ถูกฟ้าผ่าที่ร่างจนล้มลงจมน้ำ” ซึ่งขณะนั้นญาติพี่น้อง สามี และลูก ๆที่อยู่ใกล้ ๆ ได้เห็นเหตุการณ์ก็ได้ช่วยอุ้มขึ้นมาที่คันนา ปรากฏว่า “เสื้อผ้าไหม้เกรียมหมด” แต่น่าอัศจรรย์ที่เนื้อตัวของนางจำนงค์ บัวขจร ไม่บาดเจ็บสาหัสอะไรเลย รุ่งขึ้นอาการที่บาดเจ็บเล็กน้อยก็หายเป็นปกติ ลุกขึ้นเดินได้จึงได้สอบถามนางจำนงค์ ว่า “มีของดีอะไร จึงรอดตายได้ราวปาฏิหาริย์” ซึ่งนางจำนงค์ บัวขจร ได้เล่าว่าที่รอดตายครั้งนี้ “เพราะห้อยเหรียญของหลวงพ่อรวย รุ่นแรก ที่สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกงานฉลองสมณศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๑๓”

หลังจากนั้นมา เหรียญรุ่นแรกที่หลวงพ่อรวย  ปาสาทิโก  ได้สร้างและปลุกเสกด้วยตนเองในปี พ.ศ.2513 ก็หมดลงอย่างเร็วพลัน และหลังจากนั้นท่านได้จัดสร้างติดต่อกันมาโดยลำดับจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนท่านมรณภาพอีกหลายสิบรุ่น

เรื่องที่ ๒ ยิงไม่ออก

เหตุการณ์แรก  เมื่อคราววางศิลาฤกษ์โรงเรียนบ้านตะโกดอนหญ้านาง ในขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ “ชะยันโต” โดยหลวงพ่อกำลังเจิมแผ่นสิลา กำนันแสวง โชคชัย ชักปืน ๙ มม.ยิงข้ามสายสิญจน์ ปรากฎว่ายิงไม่ออกทั้ง ๖ นัด

เหตุการณ์ที่สอง  ในงานเปิดป้ายที่ทำการกำนัน ต.ดอนหญ้านาง ในขณะที่หลวงพ่อกำลังเจิมป้าย กำนันแสวงคนเดิมชักปืนยิงข้ามป้ายที่ทำการกำนัน ปรากฎว่ายิงไม่ออกเช่นเคย

เหตุการณ์ที่สาม  ในงานยกช่อฟ้าสาลาการเปรียญวัดตะโก ในขณะที่หลวงพ่อและชาวบ้านในละเวกนั้นกำลังเข้าแถวจับสายสิญจน์ เพื่ออัญเชิญช่อฟ้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นที่ กำนันแสวงเจ้าเก่าได้ชักปืนยิงข้ามสายสิจน์อีก ปรากฎว่าปืนกลายสภาพเป็นเหมือนท่อนเหล็กธรรมดา คือยิงไม่ออกเป็นครั้งที่สาม พอเบนปากกระบอกปืนไปทางอื่น เสียงปืนดังถี่ยิบ กำนันแสวงถึงกับก้มลงกราบขอขมาหลวงพ่อ กล่าววาจาแบบเสียงดังฟังชัดว่า…

“ผมยอมแล้วครับ”

การที่กำนันแสวงใช้ปืนยิงข้ามสายสิญจน์ ในขณะที่หลวงพ่อประกอบพิธีทางสาสนาถึงสามครั้ง นับว่าเป็นการหมิ่นอิทธิฤทธานุภาพของหลวงพ่ออย่างใหญ่หลวง แต่ทว่าหลวงพ่อคงไม่ถือโกรธและ ดูเหมือนว่าท่านจะล่วงรู้ความในใจของกำนันแสวงทุกครั้งไป ท่านจะอุดปืนไฟเพื่อให้เห็นอภินิหาร ถ้ากำนันแสวงสำนึกแล้วอย่าปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดีงามอีกต่อไป

เรื่องยิงไม่ออก ต่อมามีผู้นำเอา เหรียญเสมา รุ่นสร้างโบสถ์ ปี ๒๕๓๗ ตอกโค๊ดศาลาที่สังฆาฏิ ไปลองยิงด้วย ปืน .๓๘ ปรากฏว่า ยิงไม่ออกถึง ๓ นัด ไม่กล้ายิงนัดที่ ๔ เพราะกลัวปากกระบอกปืนแตก