Get Adobe Flash player

หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

จังหวัดสุพรรณบุรีมีพระเกจิอาจารย์ผู้ชำนาญด้านไสยศาสตร์ มีความรู้ความชำนาญคาถาอาคมมากมายตั้งแต่สมัยเก่าก่อนจนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในนั้นก็คือ หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิตฺโต (พระครูสุวรรณวุฒาจารย์) วัดดอนไร่ อ.สามชุก ด้วยความที่ท่านมีอายุยืนยาวถึง ๘๕ ปี จึงได้รับการขนานนามว่า “พระเกจิอาจารย์ผู้มีอายุยืนยาว ๕ แผ่นดิน” ท่านเป็นพระคณาจารย์ยุคกึ่งพุทธกาลที่มีพระเกียรติคุณและชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกรูปหนึ่ง ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นได้รับความนิยมกันมาก

ชื่อเดิมของท่านคือ เชื่อม มีศรีไชย ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ณ.บ้านดอนไร่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของพ่อเหมือน แม่ชัง มีศรีไชย มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน คือ ๑. นางน้ำอ้อย จันทร์สุวรรณ ๒. นางน้ำตาล จีนสุกแสง ๓. นายช่อง มีศรีไชย ๔. นายเชื่อม มีศรีไชย (หลวงพ่อมุ่ย พุทฺธรักฺขิโต) ๕. นางสาคู มีศรีไชย

วัยเด็ก เนื่องด้วยครอบครัวของท่านมีอาชีพทำไร่ทำนา ในวัยเด็กของท่านจึงมีชีวิตตามประสาเด็กชนบททั่วไป   โดยช่วยเหลือครอบครัวในการเลี้ยงควาย เป็นต้น

วัยหนุ่ม เมื่อวัยหนุ่มท่านได้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ผลว่าท่านถูกเกณฑ์เป็นทหารและทางอำเภอได้ส่งตัวท่านไปยังจังหวัด  แต่ท่านก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ สรุปคือท่านไม่ได้เป็นทหารแน่นอน

อุปสมบท ภายหลังจากการเกณฑ์ทหารเรียบร้อยแล้ว ท่านได้เข้ารับการอุปสมบทตามธรรมเนียมประเพณีของคนไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ. พัทธสีมาวัดท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระครูศีลกิติ (หลวงพ่อกฤษณ์) วัดท่าช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระอนุสาวนาจารย์ไม่ทราบชื่อ

ในช่วงนี้ท่านได้เข้ารับการศึกษาเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์ต่าง ๆ อยู่พอสมควร ท่านอุปสมบทได้ประมาณ ๑๐ กว่าพรรษา ท่านก็ได้ลาสิกขาบท เพื่อมาช่วยบิดามารดาซึ่งชราทำไร่นา ในช่วงนี้ท่านได้เกิดล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอด ยากจะดูแลรักษาให้หายได้ ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ว่า หากหายจากอาการเจ็บป่วย จะฝากกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาตลอดไป

เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อมาอาการเจ็บป่วยของท่านก็ได้หายไป และช่วงนี้ท่านก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก เชื่อม มาเป็น มุ่ย สรุปแล้วท่านลาสิกขาบทมาได้ไม่กี่เดือนก็อุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่สอง

ท่านได้อุปสมบทเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ. พัทธสีมาวัดตะค่า (วัดดอนบุบผารามในปัจจุบัน) ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี พระครูธรรมสารรักษา (หลวงปู่อ้น) วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ทวน วัดบ้านกร่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์กุล วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับชื่อทางพระพุทธศาสนาจากพระอุปัชฌาย์ว่า พุทฺธรักฺขิโต

หลังจากบวชครั้งที่สอง ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองสะเดาได้ ๓ เดือน จึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดหัวเขา ก่อนย้ายไปยังวัดปู่บัว และอยู่จำพรรษาที่วัดดอนไร่ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จนกระทั่งมรณะภาพ

ครูบาอาจารย์ เนื่องด้วยหลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นผู้คงแก่เรียน หมั่นขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอๆ จึงทำให้ท่านชำนาญและเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง การเรียนรู้ในศาสตร์หลายแขนงของท่าน ได้พากเพียรเรียนรู้มาตั้งแต่การอุปสมบทครั้งแรก เมื่อกลับมาอุปสมบทอีกครั้งด้วยพื้นฐานที่รอบรู้อยู่แล้วและศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ท่านรอบรู้และแตกฉานยิ่งขึ้น ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อมุ่ยไปศึกษามานั้นมีอยู่มากมายเกิน ๑๐ ท่านขึ้นไป แต่ก็สืบเสาะได้ยากยิ่ง เนื่องจากหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง แต่เท่าที่สืบค้นได้ก็มีดังนี้

๑. พระครูธรรมสารรักษา หรือ หลวงปู่อ้น วัดดอนบุบผาราม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีหลวงปู่อ้นท่านเป็นพระอาจารย์ยุคเดียวกันกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย ท่านมีอายุน้อยกว่าหลวงพ่อเนียม ๙ ปี ในยุคนั้นหลวงปู่อ้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคสมัยนั้น ท่านขึ้นชื่อมากในด้านแพทย์แผนโบราณ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และพุทธาคมก็ยังเป็นเลิศ  ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและพระอาจารย์ต่าง ๆ มาศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านที่วัดมากมาย ลูกศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างเช่น ท่านเจ้าคุณเชียง วัดราชบูรณะ ,หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน , หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม เป็นต้น ในการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ยท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕  ท่านได้เดินทางมาที่วัดดอนบุบผาราม เพื่อให้หลวงปู่อ้นทำการอุปสมบทให้ และหลังจากการอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อมุ่ยก็ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่อ้นต่ออีกสักพักหนึ่ง หลวงปู่อ้นจึงนับเป็นพระอาจารย์รูปแรกของท่านเท่าที่มีการบันทึกมา

๒. หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีหลวงพ่อมุ่ยสนใจในวิปัสสนากรรมฐานมาก ซึ่งในยุคนั้นพระอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานของเมืองสุพรรณที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ก็มี หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน , หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว   หลวงพ่อมุ่ยได้เลือกศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคาถาอาคมต่าง ๆ จากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา ในช่วงที่บวชครั้งที่สอง ศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มเป็นระยะเวลา ๑ พรรษาเต็ม หลังจากศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มหมดแล้ว หลวงพ่ออิ่มก็ได้พาไปศึกษาต่อกับ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลกันมากนัก

๓. พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทในยุคนั้น หลวงปู่ศุข ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ มีลูกศิษย์ลูกหามาขอศึกษาวิชาต่าง ๆ กับท่านมากมาย หลวงพ่อมุ่ยก็เช่นกัน  ภายหลังจากที่ศึกษาวิชาต่าง ๆ จากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จนหมดแล้ว  หลวงพ่ออิ่มจึงแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมอีกที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  หลวงพ่ออิ่มเคยเล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า ตัวท่านเองแก่แล้ว จึงศึกษาเวทมนต์ คาถาอาคมต่าง ๆ จากหลวงปู่ศุขได้ครึ่งเล่ม ส่วนหลวงพ่อมุ่ยท่านยังหนุ่มสามารถศึกษาได้ถึงเล่มครึ่ง   หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นที่รักใคร่ของหลวงปู่ศุขมาก เป็นศิษย์ชั้นแถวหน้าของหลวงปู่ศุขเลยทีเดียว   กล่าวกันว่า ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากหลวงปู่ศุขมาก รองมาจากกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

๔. อาจารย์กูน วัดบ้านทึง อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีอาจารย์กูน วัดบ้านทึง เป็นฆราวาสที่โด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี เดิมท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทึง แต่ต่อมาท่านได้ลาสิกขาบท ท่านเชี่ยวชาญมากในด้านไสยศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ดี เป็นที่พึ่งของชาวบ้านตลอดมา อาจารย์กูนเป็นผู้ที่ขึ้นชื่อเลื่องลือมากในยุคนั้น หลวงพ่อมุ่ยท่านสนใจในด้านแพทย์แผนโบราณมาก จึงได้เดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่ออาจารย์กูนในสมัยที่อาจารย์กูนท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทึงอยู่ และอาจารย์กูนยังได้มอบตำราการทำยาหอมให้ท่านมาด้วย ซึ่งต่อมาท่านก็มอบต่อให้ศิษย์ท่านเอาไปทำยาหอม ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีคือ ยาหอม ตราฤาษีทรงม้า นั่นเอง

๕. หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีท่านเชี่ยวชาญในด้านคาถาอาคมมากผู้หนึ่ง หลวงพ่อมุ่ยจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาอาคมต่าง ๆ จากท่าน

๖. นอกจากนี้ยังมีพระอาจารย์ของท่านอีก ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานยืนยัน ชัดเจนว่าหลวงพ่อมุ่ยได้ศึกษาอะไรไปบ้าง อย่างเช่น หลวงพ่อกฤษณ์ วัดท่าช้าง (พระอุปัชฌาย์ในการบวชครั้งแรกของหลวงพ่อมุ่ย) ฯลฯ

งานด้านการปกครอง ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนไร่, ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา

สมณศักดิ์ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ๑ ใน ๒ รูป ของอำเภอสามชุกในสมัยนั้น, ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ ซึ่งเป็นพระครูสัญญาบัตร ๑ ใน ๒ รูปของอำเภอสามชุกในสมัยนั้น

วัดดอนไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ภายใต้การนำของท่านผู้ใหญ่ยาและนางบู่  ต้นตระกูล ยาสุขแสง ได้นำชาวบ้านหักร้างถางดงบนที่ดอนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านหนองตม อันเป็นไร่เก่าของนายสี   นางพูน และนายแก้ว นางหมอน แล้วสร้างเป็นวัดขึ้นตรงไร่ดังกล่าวเรียกว่า วัดดอนไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวบ้านหนองตม

หลังจากชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดดอนไร่ขึ้นมาแล้วแล้ว ก็ได้นิมนต์ หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก อยู่ช่วยสร้างวัดได้ ๑ พรรษา  หลวงพ่อปลั่งก็ได้ย้ายกลับไป

ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงพ่อพลอย ได้มาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่สอง อยู่ได้ ๕ พรรษาก็ลาสิกขาบท  จึงทำให้วัดดอนไร่ว่างเว้นเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ภายหลังจากการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ย  ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านมาพำนักจำพรรษาที่วัดดอนไร่ ท่านก็ได้ริเริ่มพัฒนาวัดตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนไร่ ในปี ๒๔๗๕

ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา  ท่านจึงมีภาระมากขึ้นด้วยว่ามีเขตการปกครองขว้างขวาง วัดใดเสื่อมโทรมก็ต้องเข้าไปดูแลพัฒนาซ่อมแซม รวมไปถึงวัดภายนอกเขตปกครองด้วย แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ขยันหมั่นเพียรดูแลรักษาและพัฒนาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หลวงพ่อมุ่ยได้สร้างพระอุโบสถหลังเก่าของวัดดอนไร่ ก่อด้วยอิฐไม่ได้ฉาบปูน หลังคามุงหญ้าแฝก ซึ่งได้ฝังลูกนิมิตไปในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ซึ่งสร้างจากไม้เป็นหลัก ซึ่งไม้ดังกล่าวหลวงพ่อมุ่ยท่านจะเป็นผู้นำกองเกวียนของบรรดาชาวบ้านเข้าป่า เพื่อไปตัดไม้ดังกล่าวมาสร้างวัดเองโดยตลอด จึงเป็นภาระอันหนักยิ่งของท่านในสมัยนั้น