Get Adobe Flash player

หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีกุลบุตรมากมายมาให้ท่านอุปสมบทให้ รวมทั้งลาสิกขาบทจากท่าน ซึ่งในสมัยนั้นทั้งอำเภอมีพระอุปัชฌาย์แค่เพียง ๒ รูปเอง จึงกล่าวได้ว่าในสมัยนั้นชาวสามชุกค่อนอำเภอบวชโดยหลวงพ่อมุ่ย

อุปนิสัย หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นพระสมถะปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดเสมอต้นเสมอปลาย ทำสิ่งใดแต่พอเหมาะพอควร มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั่วไปทุกหมู่เหล่า ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ด้วยเคยตั้งมั่นอธิษฐานชีพนี้เพื่อพระพุทธศาสนา

และหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยโอ้อวดตน อย่างเช่นครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จมาเป็นประธานในการปลุกเสก พระเครื่องยุทธหัตถี พ.ศ. ๒๕๑๓ ที่พระวิสุทธิสารเถระ หรือหลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นแม่งานจัดสร้าง สมเด็จฯ พบหลวงพ่อมุ่ย จึงตรัสถามหลวงพ่อมุ่ยว่า “ทำไมจึงขลังนัก” หลวงพ่อมุ่ยก็ตอบว่า “หากท่านจะขลังก็คงขลังที่ความดี เพราะตั้งแต่ท่านบวชมา ท่านไม่เคยทำชั่วเลย”   สมเด็จฯ ได้ยินดังนั้น ทรงชื่นชอบในคำตอบของหลวงพ่อมุ่ยเป็นอย่างมาก

อาพาธและมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อมุ่ยเริ่มอาพาธ ล่วงถึงกลางปีก่อนเข้าพรรษาอาการอาพาธด้วยโรคชรานี้ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อเห็นอาการไม่ดีขึ้นจึงได้นำหลวงพ่อเข้ารับการรักษา ทำให้ตลอดพรรษานี้หลวงพ่อต้องจำพรรษาอยู่ที่คลินิกของแพทย์ผู้เป็นลูกศิษย์

ก่อนหน้าฤดูเทศกาลกฐินหลวงพ่อได้กลับมาที่วัด ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาดีใจมาก จัดขบวนต้อนรับกันยิ่งใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นการจากลาของหลวงพ่อ ล่วงถึงเวลา ๐๗.๑๕ น. ของวันที่ ๑๕ มกราคม  พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อมุ่ยก็ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ ๘๕ ปี ๔๑ วัน บวชครั้งแรก ๑๐ พรรษา ครั้งที่สอง ๕๒ พรรษา (ระยะเวลาที่ท่านลาสิกขาหลังจากบวชครั้งแรก กับครั้งที่สอง ห่างกันไม่กี่เดือน)

หลังจากท่านมรณภาพแล้ว สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย ทางวัดจึงนำสรีระของท่านบรรจุไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานไว้ในมณฑป เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชามาจนทุกวันนี้

การสร้างวัตถุมงคล และอภินิหารต่าง ๆ

ด้วยความที่เป็นพระเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ขยันในการศึกษาหาความรู้ทุกด้านโดยเฉพาะในเรื่องตัวเลขอักขระยันต์ คาถาอาคมของท่านเข้มขลังยิ่งนัก ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อมุ่ยทุกรุ่น ได้รับความนิยมจากนักสะสมอย่างมาก อาทิเช่น รูปเหมือนปั๊มลอยองค์ รุ่นแรกปี พ.ศ. ๒๔๙๗. ตะกรุด, ธงมหาราช, ผ้ายันต์, แหนบ. สิงห์, แหวน, เหรียญเสมาปี พ.ศ. ๒๔๙๓, รูปถ่ายภาพขาวดำ, เหรียญรูปเหมือน, พระสมเด็จตะกรุดสามกษัตริย์, พระสมเด็จหลังลายนิ้วมือ ฯลฯ หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นพระผู้มีวิชาอาคมสูง พระเครื่องที่ท่านปลุกเสกจึงมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ในทุกด้าน ทั้งเมตตามหานิยม อุดมโชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุด คงกระพัน ป้องกันภัยทุกรูปแบบ จนเป็นที่ประจักษ์ของชาวบ้านในพุทธคุณต่าง ๆ โดยเฉพาะ รูปเหมือนปั๊ม รุ่นแรก ช่างแกะแม่พิมพ์ได้แกะชื่อท่านผิดไป โดยแกะเป็น “หลวงพ่อมุ้ย” วงการนักสะสมพระสายนี้จึงเรียกพระรุ่นนี้ว่า “รูปเหมือนไม้โท”

ต่อมาจึงได้แก้ไขใหม่โดยช่างได้แกะชื่อหลวงพ่อถูกต้อง คือ “หลวงพ่อมุ่ย” วงการเรียกพระรุ่นนี้ “รูปเหมือนไม้เอก” ความผิดพลาดนี้กลับทำให้ “รูปเหมือนไม้โท” มีการเช่าหาแพงกว่า “รูปเหมือนไม้เอก” หลายเท่า

เป็นที่น่าสังเกตอีกกรณีหนึ่ง คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อมุ่ย ส่วนมากจะแกะเพียงชื่อ “หลวงพ่อมุ่ย” และ “วัดดอนไร่” เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดอื่น ๆ และส่วนใหญ่มักจะเป็นรูปแบบเหรียญที่ไม่เหมือนกับของพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นใด

สมัยก่อนมีศิษย์ถาม “หลวงปู่เดินหน” เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เศษ ว่าในภาคกลางเวลานั้นมีพระเกจิอาจารย์ใด ที่หลวงปู่เห็นว่าแก่กล้าทางเหนียวคงอย่างเอกอุ ซึ่งศิษย์ทราบดีว่าพระเกจิอาจารย์ใดก็ตาม ที่เก่งขนาดหลวงปู่จะเอ่ยปากชมนั้นมีน้อยมาก โดยมากท่านจะบอกเพียงแค่พอใช้ได้เท่านั้น เมื่อศิษย์อยากทราบถึงยอดเกจิอาจารย์ทางเหนียวคงของภาคกลาง หลวงปู่เดินหนท่านตอบสั้น ๆ ว่าอยู่สุพรรณบุรี ชื่อมีตัวอักษรนำหน้าด้วยตัว “ม” ศิษย์ไปสืบหาจนได้รู้จักหลวงพ่อมุ่ย ซึ่งเวลานั้นท่านยังไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก ภายหลังศิษย์มาถามว่าใช่หลวงพ่อมุ่ยหรือไม่ หลวงปู่ท่านตอบว่า “อืมม..ใช่” ภายหลังลูกศิษย์หลวงปู่เดินหนเดินทางไปกราบหลวงพ่อมุ่ยกันพอสมควร เมื่อศิษย์หลวงปู่เดินหนไปกราบหลวงพ่อมุ่ยก็ได้ประจักษ์ในอภินิหารหลายประการ เหนียวแค่ไหน เหนียวอย่างไร ลองมาอ่านประสบการณ์บางส่วนที่มีผู้รวบรวมไว้ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ประสบการณ์ตะกรุดโทน รุ่น โพลาลิส

ตะกรุดรุ่นนี้ สร้างแจกผ้าป่า บริษัทน้ำดื่มโพลาลิส จังหวัดนนทบุรี ตะกรุดชุดนี้ อาจารย์ฝ้าย นาสุขแสง ศิษย์หลวงพ่อมุ่ยเป็นผู้ลงยันต์ สมัยนั้นให้บูชาดอกละ ๑๐๐ บาท นับว่าแพงมาก แต่ก็มีผู้สนใจเช่ากันมากมายทำกันไม่ทัน เพราะปรากฏพุทธคุณแก่ผู้ใช้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์จาก บริษัทโพลาลิส ประสบการณ์ที่ดังมากเป็นเรื่องของ คุณเจริญ หรือที่เรียกกันว่า โกจง อดีตพนักงานบริษัทโพลาลิส ครั้งร้ายแรงที่สุดถึงขนาด หลวงพ่อมุ่ยมาเข้าฝัน ในฝันท่านหยิบตะกรุดที่โต๊ะหมู่บูชามาส่งให้แล้วกล่าวว่า “ถ้าไม่คาดตะกรุดมึงตายแน่” แล้วก็จริงดังความฝัน เพราะอีก ๒ วันต่อมา โกจงได้ไปกินเลี้ยงฉลองปีใหม่จนกระทั่งรุ่งเช้า ขณะเดินทางกลับได้เฉี่ยวชนกับรถของทหาร แถวซอยรางน้ำย่านสะพานควาย (อาจเป็นทหารนอกแถวเพราะเป็นช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลามาหมาด ๆ) ตัวโกจงซึ่งกำลังเมาอยู่ท้ายกระบะรถ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอลงมาก็ถูกยิงเป็นชุด ตามหน้าอกพรุนไปหมด บริเวณต้นขากระเป๋าสตางค์ใบขับขี่เป็นรูกระสุนทะลุหมด แต่ไม่เข้า

แต่กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามที่มีคนมากกว่าที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะทางโกจงได้ตอบโต้กลับจึงได้ล่าถอยไป อีก ๒ วันต่อมา ขณะโกจงไปทำงานที่บริษัทโพลาลิส ตามปกติ เห็นมีรถทหารชุดเก่าขับมาจอดที่หน้าบริษัท พอเห็นโกจงเดินโขยกเขยกออกมาก็เผ่นขึ้นรถกันหมด โกจงบอกว่าคงตกใจที่เห็นแกยังไม่ตาย ได้ถามดูว่าตอนโดยยิงแล้วยืนสู้กับเขา แกมีความรู้สึกเจ็บบ้างหรือเปล่า โกจงตอบว่า “ไม่รู้สึกเจ็บเลย” โดยเฉพาะที่หน้าอกไม่มีรอยฟกช้ำเลย แกอธิบายต่อไปว่า ตอนเกิดเหตุเป็นหน้าหนาว จึงใส่เสื้อ ๒ ชั้น ชั้นในใส่เสื้อไหมพรมถัก ชั้นนอกใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กระสุนปืนทะลุแต่เสื้อชั้นนอก พอถูกเสื้อชั้นในกระสุนก็หมดแรงจึงไม่รู้สึกเจ็บ แสดงว่านอกจากคงกระพันเป็นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาตรีเป็นยอดอีกด้วย ส่วนที่เจ็บก็คือบริเวณขานั่นเอง เคยทราบว่าตะกรุดหลวงพ่อมุ่ยมีเคล็ดอยู่อย่างคือ “ใส่เสื้อชั้นเดียวเป็นคงกระพัน ถ้าใส่เสื้อสองชั้นเป็นชาตรี” จริงไม่จริงไม่รู้ แต่พูดจากประสบการณ์ของโกจงทั้งสิ้น

เรื่องที่ ๒ แสดงอภินิหาร ปกป้องคุ้มภัยในต่างแดน

เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า น้าชายเขาเป็นทหารไปรบที่เวียดนาม ได้ตะกรุดจากหลวงพ่อมุ่ยไป ๑ ดอก ใส่เอวติดตัวตลอด จนกระทั่งสายตะกรุดขาดเพราะว่าคมของขอบตะกรุด บรรดาเพื่อนทหารจึงขอลองเอาสายตะกรุด โดยนำไปห้อยไว้กับกิ่งไม้แล้วยิงด้วยปืนเอ็ม ๑๖ ประจำกาย ปรากฏว่าแม้แต่สายตะกรุดก็ยังยิงไม่ออก ต่อมาพอปลดประจำการ จนไปทำงานในตะวันออกกลางที่เกิด สงครามอ่าวเปอร์เซีย แกก็ยังใช้ตะกรุดดอกเดิมติดตัวอยู่ตลอด แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสงครามก็ตาม แต่เคยถูกทหารสัมพันธมิตรเข้าไปกวาดต้อนออกมาจากโรงงาน พอเห็นพวกเพื่อนวิ่งหนีตนเองก็เลยหนีตามเขา แต่ดันไปหนีจนตรอก พอจวนตัวจึงนึกถึงหลวงพ่อมุ่ย ปรากฏว่าพวกทหารที่ติดตามมาประชิดตัว พอเห็นแกเท่านั้นก็พากันตกใจวิ่งหนีกันไปหมด ฟังเสียงที่ร้องโวยวายพอจับใจความได้ว่า “ไทเกอร์ ไทเกอร์ ไทเกอร์” เข้าใจว่าพวกทหารฝรั่งคงเห็นแกเป็นเสือ หรืออะไรในทำนองนั้นก็เป็นได้ แสดงว่าตะกรุดหลวงพ่อมุ่ยดีทุกทาง ด้วยพลังอำนาจจิตที่ท่านประสิทธิ์ไว้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เรื่องที่ ๓ แคล้วคลาดเป็นเยี่ยม กันภัยเป็นยอด ฟ้าผ่ายังไม่ตาย

เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว คือ “วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑” คนงานก่อสร้างอาคาร “หวาก๊าน” ของ “มัสยิด นูรู้ลเอี๊ยะซาน” ต.บ่อพลับ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอาคาร ๓ ชั้นพื้นปูคอนกรีตแผ่นสำเร็จรูประหว่างที่คนงานก่อสร้างชื่อ “นายสมาน ภูฆัง” บ้านเดิมอยู่บ้านเลขที่ ๔ หมู่ ๙ ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี กำลังขึ้นไปทำงานปูพื้นคอนกรีตบนชั้น ๓ ที่แผ่นคอนกรีตที่ปูไว้กลับไม่ชนขอบคานหลายแผ่นโดย “นายสมาน” ไม่รู้มาก่อนจึงเดินไปเหยียบเอาปลายแผ่นคอนกรีตขนาด ๓.๔ เมตร หนักแผ่นละ ๒๐๐ กิโลกรัม กระดกขึ้นพร้อมกันหลายแผ่นแล้วไหลพุ่งลงมายังชั้น ๒ ส่วนตัวนายสมานเองก็เสียหลักพลัดตกลงมานอนฟุบอยู่บนพื้นชั้นที่ ๒ ยังผลให้แผ่นคอนกรีตหนัก ๒๐๐ กิโลกรัมนับสิบแผ่นที่ไหลลงมาแล้วแฉลบออก “เฉียดร่าง” นายสมานไปทั้งสอง ข้างท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานนับสิบคู่ ที่หันมามองเป็นตาเดียวเพราะทุกคนเห็นนายสมาน “รอดตายราวปาฏิหาริย์” ซึ่งขณะนั้น “นายสมาน” ก็แขวน “เหรียญหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่” รุ่น “ฟ้าผ่า” เพียง “เหรียญเดียว” เช่นกัน

โดยเหรียญรุ่นนี้ชาวสุพรรณเรียกว่า “รุ่นฟ้าผ่า” เนื่องจากเมื่อหลายปีก่อนชาวนา ตำบลหนอง สะเดา อ.สามชุก แขวนเหรียญรุ่นนี้ที่สร้างเมื่อปี ๒๕๑๖ “เนื้ออัลปาก้า” ไว้ในคอออกไปทำนาท่ามกลางสายฝนเลยโดน “ฟ้าผ่า” ตรงตัวผลก็คือ “สร้อยสเตนเลส” ที่ชาวนาผู้นั้นใช้แขวนเหรียญหลวงพ่อมุ่ย “ละลาย” หมดแต่ “เหรียญ” และ “ตัวคนแขวน” กลับไม่เป็นอะไรจึงสร้างความฮือฮาพร้อมเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่ารุ่น “ฟ้าผ่า” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา