Get Adobe Flash player

หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี (๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

เรื่องที่ ๔ เหรียญดาบหัก

มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับ “เสี่ยเจ้าของบ่อดินลูกรัง” มีชื่อว่า “นายแจ่ม สังข์งาม” หรือที่ชาวอำเภอเดิมบางนางบวชเรียกขานว่า “เสี่ยโห้” อยู่บ้านเลขที่ ๑๑๘/๔ หมู่ ๕ ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งวันนั้นวันที่เกิดเหตุ “เสี่ยโห้” นั่งดื่มสุราอยู่กับพรรคพวก ๒ คนที่ร้านข้าวต้ม “เฮียฮ้อ” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ สถานีรถเมล์ สายเดิมบางนางบวช ต.ท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น.

หลังจากดื่มกินกันไปหลายขวดเพื่อนสองคนเมาจน “หลับพับคาโต๊ะ” จึงเหลือ “เสี่ยโห้” คนออกตังค์นั่งโจ้อยู่คนเดียวระหว่างกำลังดื่มเพลิน ๆ อยู่นั้นพลันก็มี “มีดดาบ” ฟันฉับลงบน “ลำคอเสี่ยโห้” ทางด้านหลังเต็มแรงยังผลให้ “เสี่ยโห้” หัวทิ่มลงไปกับพื้นพร้อมกับบังเกิดความมึนงงอยู่ชั่วขณะ พอตั้งสติได้จึงหันไปมองผู้ที่ย่องมาลอบทำร้ายก็พบเห็นเป็น “นายซีน” (ขอสงวนชื่อจริง) ลูกชายของ “ร้านตัดกางเกง” ซอยตลาดบนในตลาดท่าช้างนั่นเองซึ่งเป็นคนรู้จักกันดียืนผงาด “มือกำดาบ” ขาววับเล่มใหญ่กำลังเงื้อดาบหมาย “ฟันซ้ำ” อีก “เสี่ยโห้” เห็นเช่นนั้นรีบลนลานลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนด้วยความกลัวท่ามกลาง “สายตาของชาวบ้าน” ที่เห็นเหตุการณ์หลายสิบคน “เสี่ยโห้” ที่วิ่งแบบไม่คิดชีวิตตามแบบฉบับของคน “หนีตาย” ไปได้ชั่วครู่ก็วิ่งไปชนเอารถเมล์ที่จอดอยู่ที่ “ท่าจอดรถ” เสียงดังสนั่นผลก็คือตัวเอง “ล้มกลิ้งกับพื้น” ทำให้ “นายซีน” ที่วิ่งไล่กวดมาติด ๆ พอเห็น “เสี่ยโห้” ล้มกลิ้งอยู่กับพื้นจึงใช้มีดดาบเล่มที่ถืออยู่ในมือ “แทงเสี่ยโห้” แบบไม่ยั้งกระทั่งดาบเล่มนั้น “หักคามือ” ท่ามกลางสายตาของ “ไทยมุง” ที่เรียงรายมาล้อมวงดูเหตุการณ์

ระหว่างนั้น “จ่าธง” แห่ง สภ.อ.เดิมบางนางบวช ได้ยินเสียงคนเอะอะจึงวิ่งมาดูเหตุการณ์พร้อมทำการ “ระงับเหตุ” ก็พบว่าผู้ถูกทำร้ายนอนสลบเหมือดอยู่กับพื้นแล้วจึงจับ “นายซีน” ไปโรงพักทางด้านเพื่อนร่วมดื่มของ “เสี่ยโห้” ที่บัดนี้หายเมาแล้วกลับคิดว่าเสี่ยโห้ถูกมีดแทงตายแล้วจึงช่วยกันหามร่างเสี่ยโห้ไปยัง “ศาลาวัดท่าช้าง” จากนั้นก็ไปแจ้งข่าว “คุณพ่อคุณแม่” ของ “เสี่ยโห้” ให้ทราบเรื่องซึ่งพอทราบเรื่อง คุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยโห้รีบรุดไปดูลูกชายทันทีแต่พอไปถึงศาลาวัดท่าช้าง ก็เห็นลูกชาย “ลุกนั่ง” แต่อยู่ในสภาพ “โงนเงน” เต็มทีเลยตกใจเพราะตามคำของผู้ไปบอกนั้น “ลูกชาย” ถูกแทงตายแล้วจึงตรงไปสำรวจตรวจดูตามร่างกายปรากฏว่า “ลูกชาย” ไม่มี “รอยแผล” ใด ๆ เลยเพียงแต่ที่ “คอด้านหลัง” มีรอยแดงเป็นทางยาวปูดนูนออกมาให้เห็นชัดเจน ส่วนลำตัวที่ถูกถอดเสื้อออกแล้วพบว่ามี “รอยขีดข่วน” เต็มไปหมดที่ด้านหลังโดยที่

ส่วน “พระเลี่ยมทอง” พร้อม “สร้อยคอทองคำ” ที่ใช้แขวนพระนั้น เพื่อนที่ช่วยหามเสี่ยโห้เก็บเอาไว้ก็พบว่าเป็น “สร้อยคอทองคำหนัก ๓ บาท” ที่อยู่ในสภาพ “ขาดกระจุย” ร่วงตกอยู่ในเสื้อของ “เสี่ยโห้” ที่เกิดจากแรงฟันของดาบส่วน “พระเลี่ยมทอง” ซึ่งก็คือ “เหรียญหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่” รุ่น “วางศิลาฤกษ์” ปี ๒๕๐๗ ที่มีเพียงเหรียญเดียวก็ยังอยู่ครบ จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “เสี่ยโห้” รอดตายเพราะ “เหรียญหลวงพ่อมุ่ย” ช่วยไว้แน่นอน เพราะขณะโดนฟันโดนแทง “เสี่ยโห้” แขวนเหรียญหลวงพ่อมุ่ยเพียง “เหรียญเดียว” ที่แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า “เหรียญ ๕ เสาร์” แต่พอมีเหตุการณ์นี้จึงเรียกเหรียญรุ่นนี้ใหม่ว่า “เหรียญดาบหัก”

เรื่องที่ ๕ อธิษฐานจิตถึงหลวงพ่อมุ่ยด้วย “พระคาถาชินบัญชร”

คุณสุรศักดิ์ พฤษกานนท์ หรือ ป๊าบอย ได้รู้จักและฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมุ่ยราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านเล่าให้ฟังว่า ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในพระนครเวลานั้นพวกนักเลงจิ๊กโก๋มีมากแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า สร้างความเดือดร้อน ไล่ตีทำร้ายกันวุ่นวายไม่เว้นวัน และคุณสุรศักดิ์เองก็เป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่โลดโผนอยู่ในวงการนักเลง โดยอยู่กับกลุ่มของ “พัน หลังวัง”

คุณสุรศักดิ์เล่าว่า พัน หลังวัง เป็นนักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เป็นลูกคนมีเงิน มีน้ำใจกว้างใหญ่ สำคัญเป็นคนใจนักเลงและรักเพื่อนมากชนิดตายแทนได้ทันที เหตุนี้จึงได้รับการยกย่องให้เป็นลูกพี่และโด่งดังขึ้นมา สำหรับพัน หลังวัง เขาก็เป็นเหมือนเด็กหนุ่มสมัยนั้นหลาย ๆ คน คือ ต้องมีของดีคุ้มตัวทางอยู่คง แต่เขาไม่ขอบแขวนสร้อยพระ จึงเลือกสวม แหวนมงคลเก้า วัดราชบพิธ ด้วยเหตุผลว่าพระเกจิระดับสุดยอดมาร่วมเสกมากมาย และแหวนนี้สร้างอภินิหารคุ้มตัวเขามาหลายคราว เช่น คราวที่โดนแทงด้วยเหล็กขูดชาร์ป ที่โต๊ะสนุกเกอร์แถวพรานนก พัน หลังวัง โดนแทงเห็นเสื้อขาดเป็นทาง แต่ไม่เข้า มีแค่รอยขีดเหมือนแมวข่วนและรอยจ้ำ ๆ เท่านั้น

ภายหลัง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคำสั่งให้กวาดล้างพวกนักเลง มือปืน และผู้มีอิทธิพลในเขตพระนคร นักเลงชื่อดังหลายคนหายตัวไปพร้อมการมาของกลุ่มชายชุดดำ คราวนี้พวกนักเลงวงแตกเหมือนผึ้งแตกรัง ออกสู่หัวเมืองต่าง ๆ ด้วยกลัวการปราบปรามเอาจริง คุณสุรศักดิ์เก็บข้าวของหนีไปซุ่มฟังข่าวที่ จ.สุพรรณบุรี ไปอาศัยอยู่กับญาติข้างบิดา เวลานั้นคุณสุรศักดิ์มีเงินติดตัวไปจำนวนหนึ่ง พร้อมสายสร้อยคอทองคำหนักห้าบาทที่สวมติดคออยู่ กับรถจักรยานยนต์ใหม่เอี่ยมหนึ่งคัน สมัยนั้นตามหัวเมืองหาผู้มีเงินซื้อรถจักรยานยนต์ยังมีน้อย เรียกว่าขับไปไหนสาวต้องเหลียวมอง เดี๋ยวเท่ห์สุด ๆ ในสมัยนั้น

ด้วยความที่ชอบทางเข้มขลังเสาะหาอาจารย์ เมื่อมาอยู่ จ.สุพรรณบุรี คุณสุรศักดิ์สอบถามชาวบ้านว่าในยุคนั้นพระอาจารย์ใดเก่งกล้ามีชื่อเสียง ได้ความว่า หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จัดเป็นพระอาจารย์ที่เข้มขลังพลังจิตแก่กล้าที่สุด คุณสุรศักดิ์รับฟังแล้วยังเฉย ๆ อยู่ ด้วยยังไม่รู้สรรพคุณ จึงไม่ได้คิดเดินทางไปกราบท่าน จนต่อมาในงานบุญ วัดหนองผักนาค จ.สุพรรณบุรี ได้ยินเขาประกาศว่าหลวงพ่อมุ่ยมาในงานนี้ด้วย คุณสุรศักดิ์เมื่อรู้ก็คิดลองดีหลวงพ่อมุ่ย จึงตั้งใจนั่ง สวดพระคาถาชินบัญชรในใจแล้วอธิษฐานว่า

“หากหลวงพ่อมุ่ย ศักดิ์สิทธิ์จริงดังคำที่คนเขาล่ำลือ ขอให้หลวงพ่อมุ่ยรับรู้ในคำอธิษฐานนี้ และขอให้ได้พบหลวงพ่อมุ่ยแล้วตนจะถวายปัจจัยที่ติดตัวมาทั้งหมดแด่ท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบลงก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ ได้เดินทางรับประทานอาหารที่ร้านค้าซึ่งมาเปิดขายในงาน นั่งรับประทานอาหารอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ เห็นมีชายชราเดินมาเรียกบอกว่า “หลวงพ่อมุ่ยให้มาตาม” คุณสุรศักดิ์กล่าวว่าเวลานั้น งง มาก จึงย้อนถามกลับไปว่า

คุณสุรศักดิ์ : “ลุงมาตามผิดฅนหรือปล่าครับ ผมไม่เคยพบหลวงพ่อมุ่ยเลย”

ลุงผู้มาตาม : “หลวงพ่อมุ่ยท่านสั่งให้ผมมาตามคุณ ท่านบอกว่าให้ตามคนที่ใส่หมวกแก๊ป ตอนนี้กำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ให้มาพบท่าน”

เมื่อเจอคำตอบแบบนี้คุณสุรศักดิ์ถึงกับพูดไม่ออก เพราะสมัยนั้นจะหาคนใส่หมวกแก๊ปน้อยมาก ยิ่งตามหัวเมืองบ้านนอกบ้านนายิ่งไม่มีเอาเสียเลย เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่าตามตัวถูกคนแน่นอน คุณสุรศักดิ์รีบจ่ายเงินค่าอาหารแล้วรีบเดินติดตามคุณลุงผู้นั้นมาทันที เมื่อกราบหลวงพ่อมุ่ยแล้วท่านพูดว่า

“เอารถเครื่องไปส่งท่านที่วัดดอนไร่หน่อยได้ไหม เพราะรถที่พาท่านมายางแตก”

คุณสุรศักดิ์รับปากท่านทันที เพราะเห็นช่องทางได้ใกล้ชิดท่าน แต่มาฉุกคิดแปลกใจว่า หลวงพ่อมุ่ยท่านรู้ได้อย่างไร ว่าคุณสุรศักดิ์มีรถจักรยานยนต์ ทั้งที่พบกันเพียงครั้งแรก ทั้งนี้หลวงพ่อมุ่ยท่านยังพูดลอย ๆ ว่า “คาถาชินบัญชรนั้นดีมาก” แบบนี้จัดว่าหลวงพ่อมุ่ยดักทางใจ รู้วาระจิตถึงสามเด้งติดกันในคราวเดียว จึงฟันธงได้ทันทีว่าไม่ใช่ฟลุ๊คหรือเดาสุ่มแน่นอน ภายหลังคุณสุรศักดิ์จึงฝากตัวเป็นศิษย์ และในวันนั้นมีเงินติดตัวอยู่นับพันบาท (ในสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก) คุณสุรศักดิ์ถวายท่านทั้งหมด และไปมาหาสู่อยู่จนหลวงพ่อมุ่ยมรณภาพ

เรื่องที่ ๖ รอดการเกณฑ์ทหาร เพราะแขวน “พระรอด หลวงพ่อมุ่ย” โดย คุณศิษย์พ่อมุ่ย

ผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนเคยเล่าให้ฟังว่า ใครที่ไม่อยากเป็นทหาร เวลาจับใบดำ-ใบแดง ให้รีบไปหาพระรอดหลวงพ่อมุ่ยมาใส่เวลาตอนไปไล่ทหาร แล้วตอนล้วงเข้าไปในให ให้อธิษฐานว่าไม่อยากไปเป็นทหาร เพราะต้องอยู่ดูแล พ่อ แม่ จากนั้นก็จับได้เลยรับรองดำ ทุกคน และพอดีเมื่อ ๘ ปีที่แล้วผมก็เพิ่งทราบว่าที่บ้านมีพระรอดหลวงพ่อมุ่ยอยู่องค์หนึ่ง ตอนไปไล่ทหาร แม่บอกให้คล้องไปด้วย ผมก็เลยคล้องไป ซึ่งผมรู้จากแม่ว่า พระรอดองค์นี้ เคยให้ลูกพี่ ลูกน้องยืมใส่ไปไล่ทหารเมื่อ ๖ ปี ก่อนโน้น และให้ญาติอีกคน ใส่เมื่อ ๒ ปีก่อน ซึ่งปรากฎว่า ไม่มีใครที่ใส่พระรอดองค์นี้ไปไล่ทหาร แล้วโดนทหารสักคน ผมก็มั่นใจว่าผมคงไม่โดนทหารแน่ ก็เลยใส่ไป ตอนตรวจร่างกาย ผลดี ๑ ประเภท ๑ ใจชักไม่ดี เพื่อนๆ ผมไปกันเยอะ บางคนที่เป็นลูกคนเดียวจับได้ใบแดง แม่เขาเป็นลมไปเลย พอใกล้จะมาถึงผม อีก ๒ คน ปรากฎว่า คนแรกไม่โดน คนต่อไปโดน ทบ.1 คนต่อมาก็คือ ผม ปรากฎว่า......ดำ โอ้....หูอื้อไปเลย สห.พลักผมออกแทบกะเด็น น้อง ๆ ผมที่ไปด้วยดีใจกันใหญ่ ที่ผมไม่โดนทหาร ผมก็พลอยโล่งออกยกมือกำพระรอดหลวงพ่อมุ่ยไว้เน้น ปีนั้นเอาทหารเยอะด้วยสิ เฮ้อ............โล่งอก จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ผมมีพระหลวงพ่อมุ่ย มากมายหลายองค์ แต่ก็ไม่เคยขาดพระรอดองค์นั้นเลย จะว่าไปอาจเป็นความโชคดีของผมก็ได้นะ แต่ที่น่าแปลกก็คือ ๓ คนที่พกพาพระรอดหลวงพ่อมุ่ยไปในวันนั้น ซึ่งรวมตัวผมไม่มีใครเคยโดนทหารเลยครับ