Get Adobe Flash player

“Weed Wine” โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

ท่านที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา คงจะทราบกันแล้วว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นวันแรกที่รัฐบาลอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อความเพลิดเพลินเป็นสิ่งถูกหมายได้ เฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ทำให้ผู้ที่หลงใหลในอรรถรสของกัญชาเฮกันพอสมควร มีคนขึ้นไปเปลี่ยนตัวอักษรของป้าย Hollywood ในลอส แอนเจลีส เป็น Hollyweed เพื่อฉลองวันปีใหม่ และวันแรกที่ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว โดยคำว่า Weed เป็นคำแสลงของ“กัญชา”

ในแคลิฟอร์เนียเช่นกันมีการผลิต “แคนนะ ไวน์” (Canna Wine / Canna Vine) และกำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อง ๆ เป็นไวน์ที่ผสมผสานระหว่าง ”กัญชา ออร์แกนนิค” (Organic Marijuana) คือกัญชาที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี กับองุ่นที่ปลูกแบบไมโอไดนามิก (Biodynamic Grapes) Canna มาจากคำว่า Cannabis ซึ่งเป็นพืชจำพวกกัญชา จึงถูกเรียกว่า “ไวน์กัญชา” และบางครั้งก็เรียกว่า Weed-infused Wine หรือ Weed Wine

กรรมวิธีการผลิต Canna Wine คร่าว ๆ คือจะนำกัญชาตากแห้ง มาห่อผ้าขาวบางประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อไวน์ขาวหนึ่งถังไม้โอค โดยไวน์ขาวนี้ต้องผ่านการบ่มในอุณหภูมิเย็น ไวน์จะถูกบ่มในถังไม้ 1 ปี และจะได้ไวน์สีเขียว จากกระบวนการผลิตนี้จะทำให้ไวน์มี “เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล” (Tetrahydrocannabinol / THC) โดยพันธุ์กัญชาที่นิยมใช้มี 2 ชนิดคือ Sativa และ Indica

THC เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท (Psychoactive substance) ธรรมชาติพบใน พืชจำพวกกัญชา (Cannabis) แคนนาบิส ซาติวา (Cannabis sativa) แคนนาบิส อินดิก้า (Cannabis indica) ในรูปบริสุทธิ์เป็นของแข็งคล้ายแก้วในที่เย็น และจะเป็นของเหลวข้นเหนียวเมื่อโดนความร้อน ละลายน้ำได้ช้า แต่จะละลายได้ดีใน เอตทานอล (Ethanol) หรือ เฮกเซน (Hexane)

ผลของ THC ที่มีต่อร่างกายคือ 1.การผ่อนคลาย (Relaxation) 2.ความรู้สึกสบาย,ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Euphoria) 3.การรับรู้เกี่ยวสถานที่และเวลาผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง 4.การมองเห็น ได้ยินเสียงและการดมกลิ่นผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง 5.ร่างกายอ่อนเพลีย และ 6.กระตุ้นให้อยากอาหาร

Canna Wine ริเริ่มการผลิตโดยบริษัท Molyneux and Lindquist ราคาตั้งแต่ 120-400 ดอลลาร์ต่อครึ่งขวด โดยต้องทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้หลัก ๆ เช่น ต้องขายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ในร้านที่มีใบอนุญาตขายกัญชาเป็นยาเท่านั้น  นอกจากนั้นยังต้องขายในรูปแบบของการบรรจุขวดที่แน่นหนา เป็นต้น

อย่างไรก็ตามมีการพบว่า Canna Wine มีขายในตลาดมืดด้วย ซึ่งรัฐบาลกำลังเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยในการผลิต ตลอดจนการทำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 2559 ครม. อนุมัติให้ปลูก “กัญชง” ได้ในพื้นที่ 6 จังหวัด 15 อำเภอ ทางภาคเหนือ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม โดยกัญชงเป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา แต่เป็นสายพันธุ์ที่มี  “เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล” (Tetrahydrocannabinol / THC) ต่ำมาก (ตามกฎหมายไทยต้องต่ำกว่า 1%) ซึ่งไม่เมาแน่นอน  แต่การอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แค่ “เส้นใย” เท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ยังถือว่าผิดกฎหมาย ดังนั้นการทำWeed Wine ยังไม่เกิดแน่นอน

อย่างไรก็ตามข่าวคราวเรื่องราวของ “กัญชา” ยังมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นส่วนของงานวิจัยเพื่อนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เนื่องจากกัญชาเป็นเพียงพืชล้มลุกจำพวกหญ้า มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Cannabis indica หรือ Cannabis sativa L subsp. indica (Lam.) E. Small&Cronq เป็นสารไม่เสพติด ไม่มีผลข้างเคียง แม้จะเลิกเสพกะทันหัน ไม่มีผลต่อความสามารถต่างๆของผู้เสพ เมื่อเทียบกันแล้ว สุราและบุหรี่มีผลกระทบมากกว่ากัญชา ด้วยเหตุที่กัญชาเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทั้งยังเป็นสารไม่เสพติดนี้เองทำให้หลายประเทศในโลกพยายามผลักดันให้กัญชาไม่ผิดกฎหมาย  แต่ให้อยู่ภายใต้การควบคุม อีกทั้งหากใช้ในปริมาณไม่มากนัก กัญชายังมีสรรพคุณในทางบวกอีกด้วย

จริง ๆ แล้วชาติตะวันตกมีการค้นพบประโยชน์ของกัญชามาตั้งแต่ปี 1839 ทำให้สหรัฐออกกฎหมายให้ 14 มลรัฐ สามารถใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ ดังนี้ อลาสก้า, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, ฮาวาย, รัฐเมน, มิชิแกน, เนวาด้า, นิวเจอร์ซี่, นิวเม็กซิโก, โอเรกอน, โรดไอแลนด์, เวอร์มอนต์และมลรัฐวอชิงตัน

ในเมืองไทยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เดินหน้านำร่องการวิจัยด้านกัญชา 3 โครงการ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

กระซิบนิดหนึ่งท่านที่อยู่แอลเอ ส่ง Weed Wine มาให้ผมชิมบ้างนะครับ...55555