Get Adobe Flash player

“Grand Vintage 2002” วินเทจทองของ Moet&Chandon โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

“ชองปาญ (Champagne) หรือแชมเปญ เป็นไวน์ประเภทที่เรียกว่าสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) หรือไวน์มีฟอง ซึ่งมีการผลิตได้ในหลาย ๆ ชาติ แต่จะมีสปาร์คกลิ้งไวน์ที่ผลิตในแคว้นชองปาญของฝรั่งเศสเท่านั้นที่สามารถใช้คำว่า "Champagne" ได้ นอกนั้นแม้ว่าจะผลิตได้ดีเลอเลิศประเสริฐศรีแค่ไหนก็ใช้คำนี้ไม่ได้

ชองปาญได้รับการยกย่องว่าเป็น "ราชาแห่งไวน์" เพราะกระบวนการต่าง ๆ ซับซ้อนมากกว่าไวน์ขาว-ไวน์แดงทั่วไป นอกนั้นยังต้องมีกระบวนการในการดื่มอีกพอสมควร ที่สำคัญในอดีตที่ผ่านมาชองปาญทำให้ผู้คนคลั่งไคล้มาแล้วมากต่อมาก

พระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส รวมไปถึงซาร์และดยุกของรัสเซีย ก็โปรดชองปาญ ขณะที่เซอร์วินส์ตัน เซอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ชอบดื่มชองปาญวันละแก้วในมื้อกลางวัน จนชองปาญยี่ห้อหนึ่งผลิตรุ่นพิเศษใช้ชื่อของท่าน แต่ที่หนัก ๆ ก็คือมาริลีน มอนโร นักแสดงชื่อดัง ที่ชอบเทชองปาญลงไปในอ่างอาบน้ำของเธอ จนหนุ่มน้ำลายหกกันเป็นแถว

ศูนย์กลางของการทำชองปาญอยู่ที่เมืองไฮรมส์ (Reims) และเออแปร์เนย์ (Eperrnay) ในแคว้นชองปาญ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกองุ่นที่สำคัญ 3 เขตคือ ย่านมองตาญ เดอ ไฮรมส์ และวัลเลย์ เดอ มาร์น จะปลูกองุ่นแดงปิโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) และปิโน มูนิเยร์(Pinot Mounier)  เพื่อนำไปทำเป็นชองปาญขาวจากองุ่นแดงเรียกชื่อว่า "บลัง เดอ นัวร์" (Blanc de Noirs) แต่เมื่อเข้าใกล้เนินเขาเขต โก๊ต เดอ บลังส์ (Cote de Blancs) จะได้กลิ่นองุ่นหอมของเกสรองุ่น ซึ่งคอไวน์พันธุ์แท้จะรู้ว่านี่คือพื้นที่ปลูกองุ่นชาร์โดห์เนย์ (Chardonnay) สำหรับนำไปทำชองปาญขาวที่เรียกกันว่า "บลัง เดอ บลังส์" (Blanc de Blancs) เป็นต้น

ตำนานหน้าหนึ่งของชองปาญก็ต้องมอบให้กับMoët & Chandon ในฐานะเจ้าของชองปาญรุ่นที่ถือเป็นตำนานเหนือตำนานของวงการชองปาญนั่นก็คือ “ดอม เปริญอง” (Don Perignon) ซึ่งคำว่า Moët นั้นที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอ่านออกเสียงว่า “โมเวย์" (mo-way) และ “โมว์เอ” (mow-ee) จริง ๆ แล้วต้องออกเสียงว่า “โมเวตต์” (mo-wett) ตามสำเนียงภาษาดัตช์ ซึ่งเป็นสายเลือดดั้งเดิมของตระกูล Moët ที่เป็นทหารดัตช์ จึงไม่ออกเสียงตามสำเนียงฝรั่งเศส

ดอม ปิแอร์ เปริญอง (Don Pierre Perignon / c. 1638–14 September 1715) เป็นชื่อที่ไม่อาจเลี่ยงได้เมื่อพูดถึงชองปาญ ท่านเป็นพระในนิกายเบเนดิกทีน เป็นหัวหน้าผู้ดูแลห้องเก็บไวน์ของวัดโอต์วิลแลร์ (Hautvillers) ในศตวรรษที่ 15 และช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ท่านก็เป็นผู้ค้นพบการทำชองปาญ นับเป็นเรื่องแปลกเหลือเชื่อที่เครื่องดื่มชั้นเลิศ ยั่วให้เกิดชีวิตชีวาชั้นดีนั้นกลับค้นพบโดยพระ  

ดอม เปริญอง ได้สังเกตุเห็นว่าไวน์จะอยู่ในสภาพกึ่งฟองในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี นั่นแสดงว่าเกิดการหมักครั้งที่ 2 ขึ้น โดยยีสต์จะนอนสงบนิ่งในช่วงฤดูหนาว แล้วเริ่มทำงานใหม่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น หลวงพ่อดอมต้องการเก็บรักษาฟองในไวน์เอาไว้  และพบว่าสามารถทำได้ ด้วยการใช้ผ้าปิดขวดไวน์เอาไว้ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีจุกคอร์ก ต่อมาจึงพบว่าการปิดขวดนี่เองที่ทำให้การหมักครั้งที่ 2 ได้ผล คาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่จะได้รับการดูดซึมโดยไวน์ ก่อนจะเกิดจุกคอร์กในเวลาต่อมา

ผ่านร้อน ผ่านหนาว รวมทั้งผ่านสงครามและการทำลายล้างมานับร้อยปี กระทั่งปี1743 Claude Moet  (1683–1760) จึงก่อตั้งบริษัทขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ Eperrnay และยังเป็นที่ทำการใหญ่อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ โดยมุมหนึ่งมีอนุสาวรีย์หลวงพ่อ Don Pierre Perignon ตั้งตระหง่านอยู่ ลึกลงไปด้านล่างของอาคารที่ทำการเป็นถ้ำบ่มชองปาญที่มีความยาวรวมกันหลายสิบกิโลเมตร

วันนี้  Moet & Chandon เป็นเจ้าตลาดชองปาญตัวจริง และอยู่ในเครือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เริดหรูในนาม Moët-Hennessy • Louis Vuitton (MHLV) ผลผลิตปีละประมาณ 26,000,000 ขวด โดยมีรุ่น Don Perignon เป็นอัญมณีเม็ดงาม และเป็นวินเทจ ชองปาญ คือผลิตเฉพาะปีที่ผลผลิตองุ่นยอดเยี่ยมเท่านั้น  ขณะที่รุ่น Moet & Chandon เป็นรุ่นที่ขายดิบขายดี ไม่มีวินเทจ (Non Vintage = NV) นาน ๆ จะผลิตวินเทจ แชมเปญสักครั้ง นอกจากนั้นยังขยายอาณาจักรไปยังแคลิฟอร์เนียในสหรัฐ และรัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย

“โมเอต์ เอต์ ชองดอง แกรนด์ วินเทจ 2002” (Moet & Chandon Grand Vintage 2002) พร้อมสัญลักษณ์แบรนด์ใหม่ (Brand Identity) เป็นแชมเปญระดับวินเทจที่ใช้ระยะเวลาการหมักบ่มนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930 เป็นต้นมา ผลิตจากองุ่น 3 พันธุ์คือชาร์โดห์เนย์ (Chardonnay) 51% ปิโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) 26% และปิโนต์ มูนิเยร์ (Pinot Mounier) 23% เก็บเกี่ยวในปี 2002 ซึ่งเป็นปีวินเทจที่อุณหภูมิค่อนข้างอุ่นกว่าปกติ มีแสงแดดอ่อนๆ ในฤดูหนาว ซึ่งเป็นลักษณะภูมิอากาศที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการปลูกองุ่น เมื่อประกอบกับฝีมือของไวน์เมกเกอร์ หรือ Chef de Caveมากประสบการณ์  ทำให้ Moet & Chandon Grand Vintage 2002 รสชาติลงตัว

โฉมใหม่ที่ดูแปลกตาอีกอย่างหนึ่งก็คือฉลากของ Moet & Chandon Grand Vintage 2002 ที่เป็นตัวเลขวินเทจ 2002 ขนาดใหญ่โดดเด่น วางอยู่ใต้ชื่อบริษัท  Moet & Chandon ลักษณะเป็นตัวเขียน ซึ่งข้อมูลระบุว่าผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากป้ายที่เขียนด้วยชอล์คที่ใช้ในโรงบ่มไวน์ของ Moet & Chandon จึงนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาสัญลักษณ์แบรนด์ใหม่ สื่อถึงความสุนทรีย์อันเป็นรางวัลชีวิต

โมเอต์ เอต์ ชองดอง แกรนด์ วินเทจ 2002 (Moet & Chandon Grand Vintage 2002)เป็นแชมเปญวินเทจลำดับที่ 69 ของตระกูล “โมเวต เอต์ ชองดอง แกรนด์ วินเทจ” (Moet & Chandon Grand Vintage)ที่บ่งบอกถึง ความสมบูรณ์แบบ กลมกล่อม จากการหมักบ่มนานถึง 7 ปี   ทำให้ได้แชมเปญที่สมบูรณ์แบบ สีเหลืองทองสดใสเป็นประกาย พรายฟองละเอียดอ่อนดุจใยไหม ดมครั้งแรกจะได้กลิ่นหอมผลไม้ เช่น แพร์ ส้ม พลัม พีช ส้ม ซิตรัส และเกรพฟรุต นอกจากนั้นยังมี ควินิน ธัญพืช อัลมอนด์ มอลต์ มอคคา และยาสูบ

แม้จะมี Moet & Chandon Grand Vintage วินเทจอื่น ๆ ตามหลังออกมา เช่น 2004 และ 2008 แต่ 2002 เป็นวินเทจที่กำลังดื่มอร่อย !!