Get Adobe Flash player

ทนายชี้ คำสั่งประธานาธิบดี คือประกาศสงครามกับผู้อพยพ

Font Size:

หญิงชาวอะริโซน่าถูกเนรเทศกลับเม็กซิโก ทนายความชี้ว่าคำสั่งของประธานาธิบดีเป็นการประกาศสงครามกับชุมชนผู้อพยพ ถ้ายังทำต่อไปจะเป็นการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ข่าวซีเอ็นเอ็น นางกัวดาลูเป้ การ์เซีย เดอ รายอส ถูกเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเมืองฟินิคซ์ รัฐอะริโซน่า เนรเทศกลับไปยังประเทศเม็กซิโกเมื่อวันพฤหัสที่ 9 กุมภาพันธ์ เพราะกระทำความผิดเมื่อปี 2009 โดยใช้หมายเลขโซเชียลปลอมสมัครเข้าทำงาน และมีคำสั่งให้นางรายงานตัวทุกปี

ตอนแรกนายเรย์ มัลโดราโด ทนายความของนางการ์เซียเชื่อว่าเป็นเพราะคำสั่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี แต่เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นยืนยันว่าเป็นเพราะนางการ์เซียทำผิดคดีอาญา ซึ่งได้กำหนดไว้ว่าต้องถูกเนรเทศ และเวลานั้นมาถึงแล้ว

 นายเรย์กล่าวว่า ที่นางการ์เซียกระทำความผิดนั้น เป็นการกระทำเพื่อความรัก พยายามทำให้ลูกๆ มีชีวิตที่ดีกว่านาง   ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชุมชนของพวกเราจะพบกับการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ถ้านายทรัมป์ ยังดำเนินการตามที่บันทึกไว้ว่า เป็นคำสั่งของประธานาธิบดี ดังนั้นชุมชนผู้อพยพควรร่วมมือกัน ให้ความรู้แก่กันเกี่ยวกับสิทธิของพวกเราและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อหยุดยั้งการเนรเทศ ควรทำทุกอย่างที่ทำได้อย่างถูกกฎหมาย เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเราต้องพร้อมที่จะลงไปที่ถนนแล้วต่อสู้ 

นางการ์เซีย ปัจจุบันอายุ 35 ปี เดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ พร้อมกับบิดามารดาเมื่อปี 1996 ขณะที่มีอายุ 14 ปี สามีของนางซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ให้รายละเอียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า มีบุตรด้วยกัน 2 คน บุตรชายอายุ 16 ปี และบุตรสาวอายุ 14 ปี ทั้งสองคนเศร้าโศกเสียใจมากเมื่อแม่ต้องจากไป

“ถ้าไม่มีทางแก้ไขได้ ลูกทั้งสองคนจะข้ามเขตเข้าไปหาแม่ในประเทศนั้น ส่วนตัวผมไม่สามารถอธิบายได้ว่าจะอยู่อย่างไรโดยไม่มีภรรยา เมื่อกลับถึงบ้านแล้วต้องพบกับความว่างเปล่า” สามีนางการ์เซียกล่าว

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเม็กซิโก ได้เตือนชาวเม็กซิกันในสหรัฐฯ ให้ระมัดระวังตัว คอยติดตามข่าวสารจากสถานทูตเม็กซิกัน, สถานกงสุลในสหรัฐฯ ขอให้ดูจากกรณีของนางการ์เซียเป็นตัวอย่าง ซึ่งคดีนี้เป็นชีวิตจริงของชุมชนเม็กซิกันที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ที่จะต้องเผชิญมาตรการของสำนักงานอิมมิเกรชั่นที่รุนแรงและเข้มงวดที่สุด.

(วัลลภา ดิเรกวัฒนะ แปลและเรียบเรียง)