Get Adobe Flash player

กดดันรัฐบาล‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ให้จ่ายประกันสุขภาพต่อไป

Font Size:

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ถูกสมาชิกของพรรคาริพับลิกันในสภาคองเกรส กดดันให้ถอยห่างจากการทำให้ตลาดประกันสุขภาพเกิดวิกฤตการณ์ โดยจะยังช่วยจ่ายเงินส่วนที่จะไปลดค่าเบี้ยประกันให้กับผู้บริโภคให้กับบริษัทประกันต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ

เป็นเวลากว่าหลายเดือนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และที่ปรึกษาได้มีความพยายาม ที่จะตัดเงินช่วยเหลือค่าเบี้ยประกันซึ่งทำให้เบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันที่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันลดลง โดยการทำแบบนั้นทำให้กฏหมายประกันสุขภาพเดิมหรือ Affordable Care Act เกิดปัญหาขึ้น

การตัดสินใจที่จะจ่ายเงินในเดือนนี้จะต้องทำภายในอาทิตย์หน้า เป็นสัญญาณของการตัดสินใจที่รัฐบาลจะยังไม่ล้มกฏหมายเก่าเสียในตอนนี้  โดยคาดว่าเพื่อทำให้คองเกรส มีเวลาที่จะผ่านร่างกฏหมายใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาของกฏหมายเก่า ซึ่งจะได้รับความเห็นด้วยจากทั้งสองฝั่ง

แม้สมาชิกของคองเกรส ที่มาจากพรรคริพับลิกันก็ยังกดดันให้รัฐบาลยังจ่ายเงินช่วยเหลือนี้ต่อ เพราะความกลัวที่ว่าการตัดเงินนี้ออกไปจะทำให้เกิดความวุ่นวายในตลาดการประกัน ถึงแม้ว่าปธน.ทรัมป์ได้แถลงว่าผู้มาเลือกตั้งจะโยนความผิดให้เดโมเครตสำหรับปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น แต่มีเพียงสมาชิกริพับลิกันส่วนน้อยที่คิดเหมือนเขา

แรงกดดันที่จะให้จ่ายเงินนี้ต่อเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อมีสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรสรายงานว่า การตัดงบประมาณในเงินส่วนนี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้น การตัดลดลงจะทำให้ค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายส่วนอื่นของรัฐบาล

เจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวยืนยันในวันพุธว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะจ่ายเงินในเดือนนี้ประมาณ 600 ล้านเหรียญออกไป ส่วนเงินที่จะต้องจ่ายสำหรับเดือนต่อไปยังจะต้องมีการพูดคุยกันก่อน

การประกาศนี้ได้รับความชื่นชมจากวุฒิสมาชิกลามาร์ อเล็กซานเดอร์ (พรรคริพับลิกันจากรัฐเทนเนซี่) ซึ่งเป็นหัวหน้าของคณะกรรมการวุฒิสมาชิกที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายเกี่ยวกับระบบดูแลสุขภาพเขากล่าวว่า

“การตัดสินใจที่จะยังคงให้มีเงินช่วยเหลือส่วนนี้จะช่วยคนอเมริกันถึง 18 ล้านคน ซึ่งโดยปกติจะไม่ได้รับประกันจากรัฐบาลหรือจากนายจ้างเมื่อคองเกรสกลับจากการพักประชุมในเดือนกันยายน ผู้ร่างกฏหมายควรจะผ่านร่างกฏหมายที่จะอนุมัติให้มีการจ่ายเงินในส่วนนี้ไปจนถึงปีหน้าอย่างรวดเร็วและสิ่งที่จะทำต่อไปควรจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงกฏหมายในปัจจุบันเพื่อที่จะทำให้รัฐต่างๆ มีความยืดหยุ่นต่อประกันสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้”

แต่ผู้ร่างกฏหมายที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม บางคนและองค์กรบางแห่งก็แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่าการจ่ายเงินนี้เป็นการให้เงินช่วยเหลือบริษัทประกันที่ล้มเหลวทางธุรกิจ

ความขัดแย้งนี้ทำให้เห็นภาพว่า วุฒิสมาชิกอเล็กซานเดอร์และผู้ร่างกฏหมายที่มีแนวคิดเดียวกันจะต้องพยายามที่จะหาแรงสนับสนุนจากฝ่ายริพับลิกันในการสนับสนุนร่างกฏหมายที่จะทำให้กฏหมายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพซึ่งพรรคของตัวเองพยายามที่จะอุทธรณ์อยู่มีเสถียรภาพมากขึ้น

และถ้าหากว่าสภาคองเกรสไม่ตัดสินเรื่องนี้โดยเร็ว ความไม่แน่นอนในเรื่องของการจ่ายเงินเดือนต่อเดือน จะทำให้บริษัทประกันทั้งหลายเริ่มขึ้นราคาเบี้ยประกัน ขณะนี้ในสื่อสาธารณะผู้บริหารของบริษัทประกันได้เริ่มออกมากล่าวโทษถึงความไม่แน่นอนนี้ซึ่งจะทำให้เกิดการขึ้นราคาเบี้ยประกันในปีหน้าแล้ว บริษัทประกันได้ออกมาขีดเส้นตาย ในการกำหนดเบี้ยประกันสำหรับประกันที่จะเปิดให้มีการลงทะเบียนในปีต่อไปในเดือนหน้านี้

เมื่อตอนที่มีร่างกฏหมายออกมา กฏหมายส่วนหนึ่งได้ระบุถึงส่วนที่ไปช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันสุขภาพ ให้กับผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางหลายล้านคนโดยกำหนดให้บริษัทประกันกดเงินส่วนของ deductible และ co-pay ลงข้อกำหนดนี้ทำให้ครอบครัวที่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพจำนวนมาก ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถได้รับการลดค่าเบี้ยประกันเนื่องจากมีรายได้ต่ำประมาณ 2.5 เท่าของระดับกลุ่มยากจน สามารถประหยัดเงินหลายพันเหรียญในค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพอย่างไรก็ตามการกำหนดกดค้างค่า co-pay และ deductible นี้ ทำให้บริษัทประกันต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินชดเชยในส่วนนี้ให้กับบริษัทประกันในแต่ละเดือน

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปฏิเสธที่จะสัญญาที่จะจ่ายเงินนี้ต่อไป และเมื่อปลายเดือนกรกฏาคม หลังจากที่กลุ่มริพับลิกันพลาดที่จะแก้ไขกฏหมาย ปธน.ทรัมป์ก็ออกมาพูดว่า “เขาต้องการที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพโอบาม่าแคร์ระเบิดและการที่จะตัดเงินช่วยเหลือตรงนี้ ก็จะเป็นทางที่เร็วที่สุดที่จะทำให้ระเบิดเร็วขึ้น”

เงินช่วยเหลือค่าเบี้ยประกัน เป็นเรื่องของกฏหมายประกันสุขภาพที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานานผู้ออกกฏหมายฝ่ายริพับลิกันนำเรื่องขึ้นศาลในปี 2014 เพื่อที่จะขอให้ยกเลิกการจ่ายเงินช่วยเหลือนี้โดยให้เหตุผลว่าสภาคองเกรสไม่เคยมีเงินที่เหมาะสมในการจ่ายเงินนี้ ซึ่งศาสกลางก็มีความเห็นด้วยเมื่อปีที่แล้ว แต่ได้รับการอุทธรณ์โดยรัฐบาลของปธน.โอบาม่า และก็ยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ตั้งแต่นั้นมา

จากนั้นก็มีจุดที่เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทรัมป์ ออกมาพูดถึงการที่จะยุติการอุทธรณ์เพื่อที่จะได้ยกเลิกการจ่ายเงินนี้ ซึ่งทางเลือกนั้นก็ได้เงียบหายไปหลังจากที่ผู้พิพากษาศาลสูงของพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะ ให้มีสิทธิ์ที่จะเกี่ยวของกับคดีนี้ ทำให้เขาสามารถจะอุทธรณ์ได้อีกถ้าหากว่า รัฐบาลทรัมป์ดึงเรื่องออก

ถึงแม้ว่ามีที่ปรึกษาของทรัมป์หลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินนี้ แต่หลังจากได้เห็นรายงานของสำนักงบประมาณในวันอังคาร พวกเขาก็อยู่ในสภาพที่พูดอะไรมากไม่ได้

รายงานจากสำนักงบประมาณซึ่งไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดกล่าวว่า “ การตัดการจ่ายเงินส่วนนี้ออกไป จะทำให้เกิดปัญหาในการเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลอย่างมาก เพราะว่าบริษัทประกันยังจะต้องการที่จะเก็บส่วนของ deductible และ co-pay สำหรับผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางอยู่ดี เพื่อที่จะป้องกันการขาดทุน บริษัทประกันบางแห่งก็จะถอยตัวออกจากตลาด และบริษัทที่ยังอยู่ทำธุรกิจในตลาดส่วนใหญ่ก็จะขึ้นราคาเบี้ยประกัน “

สำนักงบประมาณกล่าวเสริมว่า “เบี้ยประกันของ silver plan ซึ่งมีค่าใช้จ่ายระดับกลางเป็นแบบประกัน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดผู้บริโภคนั้นจะมีมีราคาขึ้นประมาณ 20-25% ใน2-3 ปีข้างหน้าหากว่ารัฐบาลยกเลิกเงินช่วยจ่ายนี้ค่าใช้จ่ายของเบี้ยประกันที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบกับผู้เสียภาษีเป็นอันดับแรก ไม่ใช่กับผู้บริโภครายบุคคล เพราะว่าประชาชนเกือบ 80% ที่ได้รับการคุ้มครองจากระบบในปัจจุบันยังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในประเภทอื่นในการช่วยเหลือค่าเบี้ยประกันรายเดือนด้วย เมื่อค่าเบี้ยประกันโดยรวมเพิ่มขึ้น ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลจะต้องจ่ายส่วนอื่นก็จะขึ้นด้วย และยังผลให้ผลสุทธิจะเพิ่มการขาดดุลไปอีกถึงเกือบ 200 ล้านล้านเหรียญใน 10 ปีข้างหน้าถ้าหากว่าเงินช่วยเหลือเหล่านี้ถูกยกเลิก จะมีบริษัทประกันออกจากตลาดและเลิกเสนอขายประกันให้กับผู้บริโภค ทำให้ประชาชนประมาณ 5% ในประเทศไม่มีผู้ให้ประกัน”

....................................................