Get Adobe Flash player

เปิดใจเจ้าของ‘ซอสพริก’อร่อย ‘เดอะลาส ฮอตซอส’สูตรไทย

Font Size:

สัมภาษณ์ ‘เชฟทอง’ เจ้าของเดอะลาส ฮอตซอส (The Last Hot sauce) ซอสพริกของคนไทย ที่ไม่ได้มีแต่ความเผ็ดเพียงอย่างเดียว

ในบ่ายวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2017 เราได้พบกับเชฟ ทอง (Chef Tong) หรือ Chirasak Tong Svangvitaya เจ้าของและผู้ริเริ่มซอสพริกสัญชาติไทย-อเมริกันที่ชื่อว่า “เดอะลาส ฮอตซอส” ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองซานดิเอโก้ เขาเป็นเด็กหนุ่มวัย 32 ปีที่มีความฝันอยากจะให้คนไทยเรามีซอสพริกที่มีความเผ็ดอย่างไทยแต่ไม่เผ็ดจนเกินไปสำหรับลิ้นของชาวต่างชาติ

เชฟทอง เล่าว่า เขาเกิดมาในครอบครัวชาวไทยที่ประกอบร้านอาหารคุณแม่เปิดร้านศาลาไทยในเมืองซานดิเอโก้มาตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งเขาก็ได้ช่วยคุณยายตำพริกเตรียมเครื่องปรุงและทำงานในร้านอาหารมาตั้งแต่จำความได้ ชีวิตเขาได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่ประเทศญี่ปุ่นและได้กลับมาจบการศึกษาปริญญาตรีทางสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย San Diego State จากนั้นก็ได้กลับไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กอายุ 2-5 ปีเป็นเวลา 4 ปี และจุดที่ทำให้เขาเริ่มมาสนใจกับการทำซอสก็เกิดขึ้นเมื่อเขาได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ร้าน Blue Elephant ซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อดังในกรุงเทพมหานคร ขณะที่เขาทำงานในส่วนของการเตรียมอาหารว่างและซอส เขาก็พบว่านอกจากซอสศรีราชาซึ่งกลายเป็นของชาติอื่นไปแล้ว คนไทยเราไม่มีซอสเป็นของเราเองเลย ซอสพริกที่มีอยู่ในท้องตลาดอื่น ๆ ก็มีแต่ Tobasco ซึ่งไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากน้ำส้มสายชูและพริก ซึ่งหลัก ๆ ก็มีแต่ความเผ็ด เผ็ดจนคนไม่สามารถลิ้มรสชาติได้ เขาคิดว่าซอสควรจะมีรสชาติแบบไทย ๆ และไม่เผ็ดแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นเขาต้องการเปลี่ยนความคิดของชาวต่างชาติที่ว่าซอสพริกจะต้องเผ็ดเพียงอย่างเดียว

หลังจากนั้นเขาก็ได้เริ่มบอกเล่าแรงบันดาลใจของเขาผ่านเคมเปญ “The Last Hot Sauce” บนเวบไซด์ kickstarter ซึ่งที่นั่นเขาได้มีผู้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการของเขาและร่วมสมทบทุนให้เขาถึงกว่า 18,000 เหรียญทะลุจากเป้าหมาย 15,000 เหรียญในระยะเวลาไม่นาน เชฟทองกล่าวว่า “เขาไม่ต้องวิ่งไปกู้ยืมเงินใครเลย ผู้สนับสนุนที่เชื่อมั่นในตัวเขาเหล่านี้จะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ลิ้มลองซอสของคนไทยซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมและไม่ได้เผ็ดแต่อย่างเดียว”

นอกเหนือจากการระดมทุนที่แตกต่างจากการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม เขายังใช้ความเป็นคนยุคใหม่ในการทำการตลาดออนไลน์อีกด้วย

“คนกว่า 70% ที่มาสนับสนุนผมมาจากกลุ่มคนที่เล่นเกมส์ออนไลน์ด้วยกัน” เชฟทองกล่าว (เราเพิ่งทราบว่าเชฟทองเป็นแชมป์เกมส์โปเกมอนโก-ผู้เขียน)

ขณะนี้เชฟทองจดทะเบียนบริษัทและจดลิขสิทธิ์ซอสของเขาแล้ว โดยมีบริษัทที่เชี่ยวชาญรับทำหน้าที่ผลิตซอสให้กับเขาอยู่ เพื่อเขาจะได้โฟกัสในส่วนของการผลิตซอสรสชาติใหม่และทำในส่วนของการตลาดที่เขาถนัด

ก่อนจบบทสนทนาเราได้ถามเขาถึงการฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากที่เขาได้เจอในฐานะผู้ประกอบการรายใหม่ เขากล่าวว่า

“ผมเคยมีปัญหาในช่วงแรกที่มีคนที่เสนอตัวมาเป็นหุ้นส่วน แต่แทนที่จะจมกับปัญหาผมกลับใช้เวลาไปกับการออกไปพบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตามากขึ้นโดยผ่านการเล่นเกมส์โปเกม่อน ซึ่งก็ทำให้ผมได้เจอเพื่อนใหม่และเป็นกลุ่มคนหลักที่เข้ามาสนับสนุนในแคมเปญ Kickstarter”

“ผมคิดว่าผมเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนะ ผมไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องเงิน ผมยังติดต่อกับคนที่ผมรู้จักอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาก็ยื่นมือมาช่วยผม”

เชฟทองยังได้ให้แง่คิดว่า ที่เขาผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะเขาเป็นคนไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายและพยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ “เมื่อเราเริ่มต้นอะไรใหม่ ปัญหาก็คือเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไรดังนั้นเราจึงต้องทำมันต่อไป”

นอกจากความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจของเขาแล้ว เรายังได้ทราบว่าเขาได้ลดน้ำหนักลงจาก 180 ปอนด์เหลือเพียง 144 ปอนด์ผ่านการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ซึ่งเขาศึกษาวิธีการด้วยตัวเองและมุ่งมั่นที่จะควบคุมตัวเองให้ได้

เคล็ดลับความสำเร็จของเชฟทองก็คือ “ทำไปทีละขึ้น” เขาเป็นคนไม่มีแผนยาวไกลแต่จะลงมือทำทีละขึ้นให้ดีที่สุด

และนี่คือความสำเร็จของเชฟทอง เด็กหนุ่มวัย 32 ปีที่มีฝันอยากให้คนไทยเรามีซอสพริกที่มีรสชาติที่ไม่ได้เผ็ดแต่เพียงอย่างเดียว และเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับเขาและคนมีฝันอีกจำนวนมากที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชฟทองและการสั่งซื้อซอส สามารถเข้าไปได้ที่เวบไซด์ thelasthotsauce.com

(วลัยพรรณ เกษทอง รายงาน)

............................................................