Get Adobe Flash player

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ลาสเวกัส กลางเทศกาลดนตรีกลางแจ้ง

Font Size:

ชายอเมริกันอายุ 64 ปีใช้ปืนกล กราดยิงฝูงชน ขณะชมการแสดงดนตรี ในเทศกาลประจำปีที่ “ลาสเวกัส” เสียชีวิตแล้ว 58 ศพบาดเจ็บกว่า 500 คน

เมื่อเวลาราว 4 ทุ่มในคืนวันอาทิตย์ ขณะที่แฟนเพลงดนตรีคันทรีจำนวน 22,000 คนที่เดินทางจากทุกสารทิศกำลังมีความสุขไปกับการแสดงบนเวทีของเจสัน ออลเดน นักดนตรีคันทรีชื่อดังในเทศกาลประจำปี Route 91 Harvest Festival ซึ่งจัดที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก็ได้มีเสียงปืนขึ้นมาระหว่างการแสดง แล้วห่ากระสุนก็สาดลงมาท่ามกลางผู้ชมในบริเวณเป็นเวลากว่า 10 นาที วันแห่งความสุขกลายเป็นวันแห่งการสังหารหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุคใหม่ โดยขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คนและบาดเจ็บกว่า 500 คนแล้ว

ผู้ที่ทางการระบุว่าเป็นคนยิงคือนายสตีเฟ่น แพดดอค ชายอเมริกันผิวขาวอายุ 64 ปีซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่เมืองเมสไควท์ ทางเหนือของเมืองลาสเวกัสเขาสาดกระสุนจำนวนหลายร้อยนัดลงมาจากห้องพักชั้น 32 ของโรงแรมแมนดาเลย์ เบย์ ฝั่งตรงข้ามของบริเวณที่จัดงานคอนเสิร์ต ฝ่ายสืบสวนพบว่าเขาน่าจะเตรียมการณ์สังหารนี้มาเป็นเวลานาน แมดดอคซื้อปืนถึง 33 กระบอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นปืนไรเฟิลภายในเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบปืนแบบกึ่งออโตเมติก ปืนไรเฟิลกว่า 10 กระบอกพร้อมทั้งขาตั้งและอุปกรณ์ช่วยทำให้ปืนยิงได้เร็วขึ้นเท่ากับปืนกลที่ชื่อ bump-fire-stocks พบอาวุธอีกจำนวหนึ่ง กระสุนอีก 1,600 นัดและสารประกอบระเบิด 50 ปอนด์ในรถของเขาที่จอดอยู่ และยังพบปืนรวมทั้งกระสุนอีกจำนวนมากที่บ้านของเขาอีกด้วย ก่อนเหตุการณ์เขาได้เช่าห้องในคอนโดมิเนียมคอมเพลกซ์แห่งหนึ่งเพื่อดูคอนเสิร์ต Life is Beautiful music Festival ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีอีกแห่งในดาวน์ทาวน์ลาสเวกัสในช่วงวันที่ 22 – 25 กันยายนที่ผ่านมา เขาทำเพื่ออะไร? เพื่อซักซ้อมการปฏิบัติการสังหารหมู่นี้หรือไม่? ไม่มีใครรู้

“แพดดอคอาจจะได้รับความช่วยเหลือในการวางแผนนี้” นายตำรวจโจเซฟ ลอมบาร์โดแห่งสถานีตำรวจนครลาสเวกัสกล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ดูเหมือนว่านายแพดดอคตั้งใจที่จะหนีหลังจากเสร็จงาน เพราะเขาได้ตั้งกล้องไว้ 2 ตัวตัวหนึ่งแอบไว้ที่รูของประตูและอีกตัวแอบไว้บนรถเข็นอาหารที่วางไว้อยู่บนทางเดินหน้าห้องพักเพื่อเอาไว้ซุ่มดูเวลาที่มีตำรวจบุกเข้ามา แต่สุดท้ายเขาก็ฆ่าตัวตายหลังจากที่เขายิงเจ้าหน้าที่ซีเคียวริตี้ของโรงแรม ก่อนที่หน่วย SWAT จะจู่โจมเข้ามาในห้องหมายเลข 32135 จากภาพที่กระจายออกมาในข่าวเห็นว่าเขาได้ติดตั้งกล้องไว้ภายในห้องซึ่งอาจจะมีไว้สำหรับบันทึกเหตุการณ์ด้วย

จิล ขไนเดอร์ เจ้าหน้าที่พิเศษของ US Bureau of Alcohol Tobacco and Firearms (ATF) กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ค้นพบปืนจำนวน 47 กระบอกซึ่งจากเข้าค้นที่พักของเขาทั้ง 3 แห่งคือที่ห้องพักในโรงแรมที่เขาก่อเหตุ บ้านพักของเขาในเมืองเมสไควท์ และที่บ้านพักอีกแห่งที่เขามีชื่ออยู่ในเมืองรีโน่ รัฐเนวาด้า ซึ่งมีปืน 12 กระบอกที่พบอยู่ในห้องของโรงแรมถูกประกอบติดกับอุปกรณ์ที่ช่วยยิงที่เรียกว่า bump-stock ปืนเหล่านี้และกระสุนถูกซื้อมาจากรัฐ 4 รัฐคือ เนวาด้า ยูท่าห์ แคลิฟอร์เนียและเท็กซัส โดยสรุปหลังจากที่ค้นห้องโดยรอบพบปืนไม่ตำกว่า 23 กระบอกซึ่งมีปืนไรเฟิลและกระสุนในระดับที่ใช้ทางการทหาร นอกจากปืนและอาวุธสังหารที่ทิ้งไว้ระเกะระกะ เจ้าหน้าที่ยังพบโน๊ตข้อความทิ้งไว้ ซึ่งไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าเขียนไว้ว่าอะไร เพียงแต่ไม่ใช่จดหมายลาตาย

ก่อนหน้านี้นายแพดดอคซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกให้กับแฟนสาว แมริลู แดนลี เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมกับโอนเงินจำนวนรวม 1 แสนเหรียญไปให้เธอพร้อมกับเหตุผลสั้น ๆ ว่าให้เธอเอาไปซื้อบ้านให้กับครอบครัว ซึ่งตอนนั้นเธอคิดว่าเขาคงกำลังต้องการจะตีจากเธอ ในระหว่างที่มีเหตุการณ์สังหารหมู่แมริลูจึงไม่ได้อยู่ในประเทศ ซึ่งหลังจากที่เธอเดินทางกลับเข้ามาในประเทศสหรัฐฯ เธอได้แถลงผ่านทนายของเธอว่า “จากที่ฉันรู้จักแมดดอค เขาเป็นคนที่ใจดี และฉันก็ไม่ทราบเลยถึงการวางแผนของเขาในการสังหารหมู่นี้”

จากการสอบสวนบุคคลผู้ใกล้ชิดนายแพดดอค อาทิเช่น น้องชายและเพื่อนบ้าน เขาเหมือนกับเป็นคนเกษียณวัย 64 ปีที่มีฐานะดีทั่วไปที่ใช้ชีวิตจากเงินทองที่หามาได้จากหน้าที่การงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในการเดินทางระหว่างบ้านหลายแห่งที่เขาเป็นเจ้าของ เขาเป็นนักการพนันในวงเงินระดับสูงซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพบกับแฟนคนนี้ เขาไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนซึ่งทำให้เขาสามารถซื้อปืนได้ แม้เข้าจะเคยมีพ่อที่เป็นหัวขโมยที่ทางการประกาศจับ แต่น้องชายเขาก็ยืนยันว่าพวกเขาไม่รู้จักพ่อของเขาด้วยซ้ำเพราะพ่อของเขาติดคุกตั้งแต่จำความได้ และพวกเขาโตมากับแม่ของเขาตลอดเวลา

จนถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลยังทำงานกันอย่างหนักเพื่อจะหาความเชื่อมโยงถึงเหตุผลที่คนที่ดูปกติคนหนึ่งอยู่ดีก็ลุกขึ้นมาสังหารหมู่คนที่ไม่รู้จักในคืนวันงานคอนเสิร์ต ซึ่งเราก็หวังว่าจะสามารถค้นพบสาเหตุที่แท้จริงโดยเร็ววัน

สุดท้ายเราขอยกย่องความดีให้กับเหล่าฮีโร่ อันได้แก่ ตำรวจที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปมากกว่านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยแพทย์ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำรักษาและช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้าย เหล่าอาสาสมัครจำนวนมากที่ช่วยเหลือคนที่พวกเขาไม่รู้จักให้มีชีวิตรอดจากการถูกสังหาร ผู้ที่ร่วมบริจาคเลือด บริจาคเงิน ข้าวของให้กับผู้ประสบภัย นักร้อง นักดนตรี บาทหลวงที่เข้ามาช่วยเยียวยาความบาดเจ็บของครอบครัว รวมทั้งขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวและผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ และหวังว่าเราจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยในอนาคต.

(รายงานพิเศษ โดย วลัยพรรณ เกษทอง)

............................................................