Get Adobe Flash player

‘ไทยแอลเอ’ปั่นจักยาน840กม. ไปถวายพระเพลิง ในหลวงร.9

Font Size:

บันทึกการเดินทาง “มณเฑียร ทุมเพ็ญ” คนไทยในลอสแอนเจลิส กลับบ้านเกิด ชวนเพื่อนสองคน ปั่นจักรยานจากพัทลุง สู่กรุงเทพฯ ไปร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

นายมณเฑียร ทุมเพ็ญ คนไทยในนครลอสแอนเจลิส เดินทางกลับบ้านเกิดที่พัทลุง ร่วมกับเพื่อน 2 คน คือนายอัมพร ณ บางช้าง และนายเอิบบุญ บุญเกลี้ยง ชวนกันปั่นจักรยานจากจังหวัดพัทลุง สู่กรุงเทพมหานคร ระยะทาง 840 กิโลเมตร เพื่อร่วม ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

และนี่คือส่วนหนึ่ง ของบันทึกการเดินทางฉบับย่อที่กองบรรณาธิการขออนุญาตนำมาลงเพื่อร่วมภาคภูมิใจ ในฐานะของคนไทยในแอลเอ

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 วันแห่งการรอคอยมาถึงแล้ว คืนนี้ผมและน้องอัมพรนักปั่นจากหาดใหญ่ ได้นอนหลับพักผ่อนเอาแรงที่บ้านเพื่อนเอิบ อย่างมีความสุข หลับสบาย ไร้ความกังวล

ตี 5 ตรงพวกเราจูงจักรยาน ออกจากบ้าน พวกเราปั่น ไปตามถนนจากบางแก้ว สู่ถนนเพชรเกษม ถนนสายหลักไปกรุงเทพฯ อากาศเย็นสบาย สดชื่น ตามลักษณะของ ชนบท บ้านนอก

ปั่นมาหน่อยหนึ่ง ก็เจอเพื่อนกลุ่มจักรยานบางแก้วเฮฮา กว่า 20 คนมาคอยอยู่ระหว่างทาง กลุ่มจักรยานกลุ่มนี้ ปั่นไปส่งพวกเราที่พัทลุง มี 2 คนตามมาส่ง ถึงทุ่งสง ต่อไปนี้ก็เหลือ 3 เฒ่าหัวใจวัยรุ่น ต้องปั่นกันเอง โดยมีเพื่อนเอิบ ผู้มากประสบการณ์ในการปั่น เป็นหัวหน้าทีม

จากบางแก้ว-ทุ่งสง 133 กิโลเมตร จนบ่าย 4 โมงเราเข้าพักที่ "นันชนา รีสอร์ด " ห้องพักสบาย คืนละ 400บาท แต่เราพัก 3 คน บวกที่นอนเสริม 100 บาท

วันที่ 2...เสาร์ 14 ตุลาคม

ช่วงเช้าตี 5 ฝนตกยังกับฟ้ารั่ว พวกเรายังไม่ยากให้เปียกโดยไม่จำเป็น เพราะยังต้องปั่นวันนี้อีกยาวไกล อย่างน้อยต้องปั่นแต่ละวันไม่ต่ำ กว่า 150 กิโลเมตร จึงต้องคอยสักระยะหนึ่ง

ตี 5.30 น. ฝนหยุดอย่างเด็ดขาด เราผู้เฒ่า 3 คน จูงจักรยาน ออกมาหน้ารีสอร์ต และเริ่มปั่นอย่างช้าๆ ระมัดระวังเป็นพิเศษ บนถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน นอกจากนี้ ต้องระมัดระวัง พวกสิงห์บรรทุกลากจูง 18 ล้อด้วย

เสื้อกั๊กสะท้อนแสง กับไฟกระพริบ สีแดง ท้ายจักรยานช่วยพวกเราได้มาก

ปั่นมาได้ 48 กิโลเมตร เวลา 8.30 น ถึงสี่แยกเวียงสระ เขตสุราษฎร์ธานี แวะทานอาหารเช้าที่นี่

อากาศวันนี้เป็นใจ ไม่มีแสงแดดเลย เราปั่นบ้างหยุดพักพอหายเหนื่อย แล้วเดินทางต่อ จนเกือบ 4 โมงเย็น ผ่านวัดสวนโมกข์ฯ อำเภอไชยา มาได้หน่อย รถจักรยานของเฒ่าอัมพร เกิดยางรั่วที่ล้อหลัง จึงต้องจูงเข้ามาเปลี่ยนยางใน ที่เตรียมมา ที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร ริมทาง

ไม่ไกลก็เจอไชยารีสอร์ต คอยต้อนรับพวกเรา อยู่ คืนนี้นอนสบายอีกแล้ว ห้องใหญ่ 500 บาท วันนี้ปั่นได้ 150 กิโลเมตรกว่านิดๆหน่อยๆ

วันที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม เมื่อคืนพวกเราทั้ง 3 คน นอนหลับสบาย เพราะเหนื่อยอ่อน เกือบตี 5 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราก็จูงจักรยานคู่ชีพ ปั่นกันต่อไป บนถนนมืดมาก มีไฟดวงเล็กหน้ารถ และไฟแดงกระพริบ ท้ายรถ

เวลา 8.00 น เรามาถึง สี่แยกละแม เป็นเขตของชุมพรแล้ว เลี้ยวซ้ายปั่นไปได้ครึ่งกิโลเมตร เจอร้านอาหารชื่อ ครัวเคล้าฟ้า เจ้าของร้านใจดี และอาหารก็อร่อย ทานเสร็จ เรียกเจ้าของร้านมาคิดเงิน จะได้เดินทางต่อ เจ้าของร้านบอกว่า "โต๊ะผู้หญิงที่นั่งทานอยู่อีกโต๊ะโน้นเขาจ่ายให้แล้วค่ะ" พวกเรามองตามนิ้วที่แม่ค้าคนสวย  "เธอขอร่วมโมทนาบุญ เป็น อาหาร เพื่อเป็นกำลังให้พวกพี่ๆ ปั่น ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพฯค่ะ"

"เธอไม่สามารถที่จะร่วมพิธีที่กรุงเทพฯ ได้ เมื่อเห็นพวกพี่ จึงอยากจะทำบุญส่วนค่ะ"

ชื่อเธอนั้นคือ คุณวิภา เกลี้ยงถิ่น และขอถ่ายรูปด้วยกันไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นปั่นต่อ ฝนเริ่มตกปรอยๆ บนท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน ทำให้เสื้อผ้าเปียกชื้น

จนถึงเที่ยง เราแวะห้องอาหารน้องใหม่ริมทาง เจ้าของร้านยังเด็กอยู่เลยอายุคราวลูกหลานของเรา แต่ใจบุญไม่คิดเงินค่าอาหารอีกแล้ว บอกว่าขอทำบุญให้พระเจ้าอยู่หัว เลยเชิญชวนมาขอร่วมถ่ายรูปด้วยกัน โอกาสต่อไปผ่านทางนี้จะแวะมาเยี่ยม และอุดหนุน

ปั่นต่อ ท่ามกลางฝนที่ตกมาเรื่อย ปั่นสบายไม่มีแสงแดดเลย เพียงแต่ว่าชุดปั่นชื้นเปียกเท่านั้น

พอเลยสี่แยกปฐมพรไปหน่อย เจอรถตู้สีดำ ยี่ห้อฮุนได ขับผ่านเรามีผู้หญิงคนหนึ่ง เปิดหน้าต่างรถ แล้วยกมือโบกให้เรา พร้อมมีเสียงแว่วออกมาว่า " นั่นๆๆ..ลุงๆๆ!" แล้วไปจอดรถคอยพวกเราข้างหน้า เป็นทีมของน้องชายของเราเองชื่อน้องวิภาตร ทุมเพ็ญ,น้องวรรณา ทุมเพ็ญน้องสะใภ้พร้อมลูกๆ,เขย,สะใภ้ หลานๆ กำลังเดินทางเข้ากรุงเทพ พอเห็นผมก็จอดรถ มาให้กำลังพร้อมถ่ายรูปไว้เป็นทีระลึก จากนั้นพวกเราก็ปั่นต่อไป

จนถึงบ่าย4โมงเย็น ถึงท่าแซะก็หาที่พัก ได้รีสอร์ตริมทางชื่อนาหวานรีสอร์ตกลงใจพักที่นี่ คืน 400 บาท ไม่เพิ่มค่าที่นอน โชคดีจัง วันนี้ปั่นได้ 154 กิโลเมตร

วันที่ 4 วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2560

ระยะทางจากสุราษฎร์ธานี เข้าชุมพร และต่อเข้าประจวบคีรีขันธ์ เป็นเส้นทางที่โหดมาก สำหรับนักปั่นจักรยาน เพราะถนนเป็นเนินดินแข็ง (ควน) สูงๆ ต่ำๆ อยู่ตลอดเวลา บางครั้งเนินสูงมากปั่นกันเป็นกิโลๆ จึงจะไปถึงยอด เวลาปั่นลง ดีหน่อยครับ

จากท่าแซะ ชุมพร 8 โมงเช้า เข้าเขตประจวบคีรีขันธ์ วันนี้ เมฆฝนหนาทึบเต็มท้องฟ้าตลอดทาง แต่ไม่ลงหนาเม็ด เราปั่นไปเรื่อยๆ เพราะนักปั่นผู้เฒ่า อัมพร ณ บางช้าง โทรนัดให้เพื่อนคอยต้อนรับที่เขตอำเภอบางสะพาน เที่ยงก็ไปถึง เพื่อนคออยู่แล้ว แน่นอนอาหารมื้อเที่ยง เพื่อนของอัมพรเป็นเจ้าภาพ

ปั่นต่อท่ามกลางสายฝน เส้นทางสูงๆต่ำๆ อยู่ตลอดเวลา เลยแยกเข้าประจวบ ไปหน่อยหนึ่งแวะพักเข้าห้องน้ำ ทีปั้ม ปตท. โชคดีได้เจอเพื่อน พิณ กุลนิล เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันที่วิทยาลัยครูสงขลา โดยบังเอิญ

จากนั้นขอลาปั่นต่อ ระยะทางอีก 39 กิโลเมตร ถึงกุยบุรี เวลา 18.40 น แวะจอดที่ร้านอาหารแม่ศรี ร้านอาหารใต้ริมทาง เข้าที่พัก ชื่อมาลี

ระยะทางที่ปั่นในวันนี้ ทำสถิติ จากท่าแซะ ชุมพร ถึงกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ 183.3 กิโลเมตร

วันที่ 5 อังคารที่ 17 ตุลาคม 2560

ตื่นเช้า ด้วยความสดชื่นเพราะได้นอนเต็มอิ่ม วันนี้จะแวะเที่ยวอุทยานราชภักดิ์ ที่หัวหิน ต่อด้วยชายทะเล จากนั้นมาถ่ายรูปสถานีรถไฟหัวหิน เพราะหมายมั่นปั้นมือมานาน ได้แต่นั่งรถไฟผ่านไปผ่านมา

เช้าวันนี้ออกจากที่พักสายหน่อย ไม่เร่งรีบเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ประมาณ 6.30 น ท้องถนน สว่างจ้าด้วยแสงแดดยามเช้า ลมเย็นหลังฝนตกมากระทบกาย ทำให้มีพลังปั่นเพิ่มขึ้น ถนนจากกุยบุรี ไปตลอดเส้นทางจะเป็นที่ราบ ไม่เป็นควนสูงๆ ต่ำๆ ให้บาดหัวใจ 3 สิงห์จักรยานเฒ่าผู้ไม่เจียม

ถึงอำเภอสามร้อยอด 8.00 น หยุดพัก เติมพลังอาหารเช้า 8.40 น ปั่นต่อ จนมาถึงปราณบุรี เส้นทางนี้ไม่ค่อยจะมีรถมาก พวกเรามาชมอุทธยานราชภัคดิ์

ขณะที่ยืนจูงจักรยานถ่ายรูปอยู่นั้น คนที่มาเที่ยวชมพอรู้ว่าเราปั่นจากพัทลุง มางานถวายพระเพลิงร.9 โดยเฉพาะ ขอถ่ายรูปคู่กับพวกเรากันใหญ่ กลายเป็นณเดช กันเลย

ตั้งแต่เกิดมีคนมาขอถ่ายรูปวันนี้เองครับ

ออกจากอุทธยานฯ ไปเที่ยวชายทะเล จากนั้น ปั่นเข้าตัวเมืองหัวหิน มาถ่ายรูปกับป้ายสถานีรถไฟหัวหิน

ทานอิ่มแล้วจะปั่นต่อไปชะอำ เพชรบุรี แล้วสิ่งที่เราไม่คิด จะมาทำลายความฝันของเราก็บีงเกิดขึ้น ท้องฟ้าที่สดใสตอนเข้าสู่เมืองหัวหิน เกิดก้อนเมฆหนาทึบเต็มท้องฟ้า กระแสลมพัดแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบน่ากลัว ชาวหัวหินบอกว่า พายุจะเข้ามาอีก พวกเราได้ปรึกษากันว่า ยกเลิกเข้าชะอำ ปั่นต่อกลางฝน ไปหาที่พักที่ทานอาหารเย็น เอาข้างหน้า

เวลา 18.00 น. รับประทานอาหารเย็น ได้เจอ “ชอบ ชูเชิด” เพื่อนสมัยเรียนครูห้องเดียวกันที่สงขลา ได้แนะนำให้ไปพัก โรงแรมเขาใหญ่ อยู่ห่างจากปตท. 1 กิโลเมตร ที่พักเป็นหลัง พัก 3 คนแถมจอดรถจักรยานข้างในสามคัน สบาย

วันนี้ปันได้น้อยที่สุด 106 กิโลเมตร พรุ่งจะปั่นไปค้างที่สมุทรสงคราม บ้านเกิดของ สิงห์เฒ่า อัมพร ณบางช้าง

วันที่6 พุธที่ 18 ตุลาคม 2560

เป็นวันที 6 ในโครงการปั่นจักรยานเข้ามาถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที9 ใกล้จะสิ้นสุดโครงการแล้ว วันพรุ่งนี้เป็นรายงานวันที่ 7 และเป็นวันรายงานวันสุดท้ายด้วย เหลืออีก ประมาณ 65 กิโลเมตร จากสมุทรสงคราม ถึงกรุงเทพ

เมื่อออกจากที่พักไม่เร่งรีบ ประมาณ 6.30น ทานกาแฟจากที่โรงแรมเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีแล้ว ขี่รถจักรยานออกถนนใหญ่

อากาศเช้าวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใสดี แสดงว่าไม่นานแสงแดดจะจ้า และเข้มข้นขึ้น ปั่นอย่างไม่มีอะไรจะตื่นเต้น ทางเป็นที่ราบสบาย สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือรถยนต์นานาชนิด บนท้องถนน

ผ่าน ท่ายาง ผ่านร้านขายขนมหวานของคุณแม่ตระกูล "กิม" ทั้งหลายเช่น กิมลั้ง,กิมไล้ ฯลฯ จนถึง 8.00 น แวะทานอาหารเช้า เข้าราชบุรี มาแยกทางอีกครั้ง เข้าสูสมุทรสงคราม จนถึงเที่ยง แวะทานอาหารริมทางอีก จนถึงบ่ายโมงกว่าๆ ถึงตัวเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม จุดหมายปลายทางในวันนี้

แวะกราบไหว้หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต อัมพร ณ บางช้าง ซึ่งเป็นชาวสมุทรสงคราม ปั่นนำหน้า นำพวกเรามาพักที่บ้านญาติบ้านริมคลอง อำเภออัมพวา บ้านริมคลอง มีธรรมชาติที่สวยงามมาก ทำให้นึกถึงความหลัง สมัยเรียนครู เพื่อนชาวระโนด ชวนนั่งเรือยนต์ออกจากท่าเรือสงขลาตอนกลางคืน ไปถึงระโนดเช้า บรรยากาศบ้านริมคลอง ของชาวระโนดใน อดีตเหมือนกับบ้านริมคลองของชาวอัมพวา ในเวลานี้

วันที่ 7 พฤหัสที่ 19 ตุลาคม 2560

ยามเช้าที่บ้านริมน้ำอัมพวา แสงอาทิตย์ สีทอง จับหลังคาบ้านของชาวบ้าน และยอดต้นไม้ริมคลอง เรือเล็กที่สวนกันไปมา เหมือนภาพวาดธรรมชาติ

ขณะที่นั่งดื่มด่ำกับธรรมชาติข้างหน้า เสียงเพลงสาว อัมพวา ที่ผมชื่นชอบ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยมต้น ดังเบาๆ มาจากข้างบ้านลอยแว่ว เข้ามา

พี่เจ้าของบ้านตื่นแต่เช้าตั้งแต่ตี 4 เตรียมทำอาหารถวายพระทุกวัน จึงได้มีส่วนร่วมตัดบาตด้วย

เช้านี้พวกเรา ออกสาย 7 โมงกว่า อากาศวันนี้ร้อนมาก ซึ่งระยะทางจากสมุทรสงคราม-กรุงเทพฯ 63 กิโลเมตร แต่ไม่สามารถปั่นได้ดั่งใจ เพราะรถยนต์ทุกขนาด มอเตอร์ไซค์ ช่างมากมายเหลือเกิน

เริ่มเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เราสามคนยิ่งเครียด เพราะสับสนถนนหนทาง จนเกือบจะถูกรถยนต์ชนหลายครั้ง เป้าหมายของเรา มุ่งหน้าข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า เพราะข้ามสะพานนี้แล้ว ลงสะพานเป็นสนามหลวงเลย จุดหมายปลายทางของเรา

ขณะที่เราปั่นอยู่นั้น เห็นป้ายบอกทางบอกว่า ไปสะพานพระปิ่นเกล้า ไม่ดูตาม้าตาเรือก็ปั่นแถวเรียงหนึ่งขึ้นไปเลย ไปได้สักระยะ มีมอเตอร์ไซค์ตำรวจ เปิดสัญญาณเสียง บอกให้เราหยุด

"คุณมาจากไหน และจะไปไหนกันนี่? เฒ่าเอิบหัวหน้าทีมตอบฉะฉาน สมเป็นอดีตศึกษานิเทศก์จังหวัดพัทลุง "พวกเราสามคนปั่นมาจากพัทลุงครับและจะไปร่วมงานถวายพระเพลิงบรมศพพ่อหลวงที่สนามหลวงครับ" ตำรวจมอเตอร์ไซค์เสียงอ่อนลง และตอบอย่างสุภาพว่า "คุณลุงทั้งสามครับ นี้เป็นทางด่วนครับ จักรยานไปไม่ได้ ขอโทษโปรดใช้ทางข้างล่างครับ" พวกเราตอบ "ครับ "และขอโทษตำรวจ เอารถลงมาปั่นทางข้างล่าง ที่ตำรวจทราบเพราะกล้องมีตลอดเส้นทาง

บ่ายโมงครึ่ง พวกเราก็มาถึง สนามหลวงโดยสวัสดิภาพ มีความสุขมากที่โครงการมาร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ ลุล่วงไปด้วยดี สีหน้าของเพื่อนผู้เฒ่า ทั้ง2คนมีแววแห่งความสุข ที่เห็นได้ชัดจากสายตาที่ส่งประกายสดใส

เราจอดรถ เดินมากราบที่กำแพงพระราชวัง พร้อมนำดอกดาวเรือง ที่แม่ค้ามาขาย พวงละ 40 บาท มาถวายสักการบูชาที่รูปพ่อหลวง

คืนนี้เรามานอนที่บ้านของลูกชายของเพื่อนเอิบ ที่รามอินทรา และพรุ่งนี้ผมจะมีน้องสาวที่เมืองนนทบุรีมารับ และสิงห์เฒ่าอัมพร ณบางช้าง คู่ปั่นที่ทรหด ในทีม พี่ชายจะมารับไปนอนที่แถวดอนเมือง เราเจอกัน 3 คนอีกครั้ง วันที่ 28 ตุลาคม ที่หัวลำโพง นั่งรถไฟกลับบ้าน

ขอบคุณเพื่อนที่รักทุกคน ที่เป็นกำลังให้ตลอด ที่ผมจะต้องจารึกอยู่ในจิตใจเช่นกัน ที่เป็นกำลังให้ตลอด่

วันนี้ ขอจบรายงานประจำวันครับ แล้วเจอกันใหม่ ขอเพื่อนรักทุกจงมีความสุข ให้ห่างไกลจากความทุกข์....