Get Adobe Flash player

คนไทยในแอลเอร่วมคัดค้าน พรบ.พันธุ์พืช ส่อเอื้อนายทุน

Font Size:

คนไทยร้องเรียน “พล.อ.ฉัตรชัย” คัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ส่อเอื้อนายทุน ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ส่งผลกระทบเกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 พฤษจิกายน 2560 นายบุญเรือง เกตุพงศ์สุดา คนไทยในนครลอสแอนเจลิส ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว ร่วม ร้องเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ คัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ส่อเอื้อนายทุน ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ส่งผลกระทบเกษตรกร

โดยระบุว่า การออกกฎหมายต่างฯต้องฟังเสียงประชาชน ส่วนใหญ่ไม่ใช่ฟังเสียงพ่อค้านายทุน ต่อไปเกษตรกรจะจนลงฯ แล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร

ทั้งนี้ได้มีจดหมายเปิดผนึก ในนามคนไทยผู้รักกสิกรรมธรรมชาติ โดยเนื้อหาของจดหมายมีดังนี้

เรื่อง ขอให้ยุติการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชขยายอำนาจการผูกขาดพันธุ์พืช

เรียน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ตามที่กรมวิชาการเกษตรกำลังร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ และกำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซท์นั้น  คนไทยผู้รักกสิกรรมธรรมชาติ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิของเกษตรกร ขยายอำนาจการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และส่งผลกระทบต่อกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากพันธุ์พืชพื้นเมืองดังต่อไปนี้

๑. ร่างพ.รบ.มาตรา ๓๕ ที่ระบุเงื่อนไขว่า "เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชมีอำนาจออกประกาศกำหนดพันธุ์พืชใหม่ชนิดใด เป็นพันธุ์พืชที่สามารถจำกัดปริมาณการเพาะปลูกหรือการขยายพันธุ์ทั้งหมดหรือบางส่วนของเกษตรกรได้" จะเปิดทางให้มีการละเมิดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ โดยหากเกษตรกรปลูกพันธุ์พืชใหม่ตามประกาศข้างต้น แล้วเก็บรักษาพันธุ์ไปปลูกต่อ หรือแจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านจะมีความผิดตามร่าง พ.ร.บ.มาตรา ๗๔ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐  บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

๒. มีการแก้ไขที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมีอำนาจในการออกประกาศฯ ตามข้อ ๑ และอำนาจหน้าที่อื่นๆ เดิมกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๑๒ คน (โดยมีเกษตรกรอย่างน้อย ๖ คน) มาจากการเสนอชื่อ/คัดเลือกกันเอง แต่ในร่างกฎหมายนี้ (มาตรา ๖ ) กลับให้มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด สะท้อนการรวบอำนาจในมือของบุคคลบางกลุ่มที่เสนอยกเลิกกฎหมายเดิมและร่างกฎหมายฉบับนี้

๓. มีการขยายสิทธิผูกขาดแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น ดังนี้

๓.๑ ขยายระยะเวลาการผูกขาดพันธุ์พืช แต่เดิมพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ภายในเวลาไม่เกิน ๒ ปี และพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ในเวลาเกินกว่า ๒ ปีให้การคุ้มครอง ๑๒ ปีและ ๑๗ ปีตามลำดับนั้น ในมาตรา ๓๑ ของร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ขยายระยะเวลาออกไปเป็น ๒๐ ปี ส่วนไม้เถายืนต้น (เช่น องุ่น) ให้มีระยะเวลา ๒๕ ปี

๓.๒ ขยายการคุ้มครองจากแต่เดิมให้การคุ้มครองเฉพาะ “ส่วนขยายพันธุ์” (มาตรา ๓๓ ของ พ.ร.บ.ฉบับเดิม) ให้เพิ่มรวมไปถึง “ผลิตผล” และ “ผลิตภัณฑ์” ตามร่างพ.ร.บ.มาตรา ๓๗  และร่างพ.ร.บ.มาตรา ๓๘

๓.๓ ขยายการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ไปยังสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ โดยบัญญัติคำนิยามใหม่ “สายพันธุ์ที่ได้พันธุกรรมสำคัญมาจากพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง”  (EDVs-Essentially Derived Varieties) ซึ่งจะกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยในท้องถิ่น

๔. ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่เปิดทางให้ผู้นำพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชป่า พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือแบ่งปันผลประโยชน์ ทั้งนี้โดย

๔.๑ มีการเปลี่ยนแปลงนิยามของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปว่า "พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป" ให้ยกเว้น “พันธุ์พืชที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์” (ร่างพ.ร.บ.มาตรา ๔) เปิดช่องให้บริษัทเมล็ดพันธุ์และต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์พื้นเมือง และเมล็ดพันธุ์ของราชการโดยไม่ต้องขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์

๔.๒ กฎหมายเดิมกำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ต้องแสดงที่มาของสารพันธุกรรมตามมาตรา ๙(๓) แต่ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชกลับตัดวรรคดังกล่าวออก แสดงเจตนาการกระทำที่เข้าข่าย “โจรสลัดชีวภาพ”

ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย หรือคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศแต่ประการใด หากแต่เป็นไปเพื่อขยายการผูกขาดพันธุ์พืชโดยบริษัทขนาดใหญ่ จึงขอเสนอให้พิจารณายุติการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเสีย โดยหากประสงค์จะมีการปรับปรุงแก้ไข พ.รบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องไม่เป็นไปตามแนวทางของอนุสัญญา UPOV๑๙๙๑ ซึ่งจากงานวิจัยของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชพบว่า จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการยกร่างต้องประกอบไปด้วยตัวแทนของสภาเกษตรกรแห่งชาติ  ตัวแทนของเกษตรกรรายย่อย และนักวิชาการที่มีผลงานเกี่ยวกับการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรและทรัพยากรชีวภาพของประเทศด้วย แทนที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ดังที่ปรากฏในร่างพ.ร.บ.ของกรมวิชาการเกษตร

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

................................................................