Get Adobe Flash player

เชื้อสายแห่งเจ้ามหาชีวิตลาว พระองค์สุดท้าย‘สิ้นพระชนม์’

Font Size:

เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง พระราชโอรสของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา 'เจ้าฟ้า'แห่งกษัตริย์ลาวพระองค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์ที่ปารีส

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 8 มกราคม เฟซบุ๊กของวัดธรรมปทีป “Wat Thammapathip” ซึ่งเป็นวัดไทยในประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศข่าว เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง พระราชโอรสของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ลาว ได้สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระโรคชรา เมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิริพระชนมายุได้ 80 พรรษา 11 เดือน 12 วัน โดยมีใจความดังนี้

 “ขอถวายความอาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง

ตะวันลับฟ้าที่ปารีส สิ้นแสงสุรีย์ลาวไกลบ้าน ศูนย์ความหวังของลาวไกลบ้านลาลับแล้ว”

พุทธศาสนิกชนลาวกับวัดธรรมปทีป มีความสัมพันธ์กันที่ดีต่อกันมาก การเป็นคนอพยพพลัดถิ่น เป็นสิ่งไม่สามารถบรรยายได้ พลัดจากจากแผ่นดินที่เคยอยู่ ญาติพี่น้อง ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกอย่างที่ไทยและฝรั่งเศส แม้พลัดถิ่นพำนัก แต่พวกเขาไม่เคยพลัดพรากจากการทำความดี บำรุงพระพุทธศาสนาไม่เคยขาด

รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอย่างดีงาม ช่วยสร้างวัด ทุกวัดในโลกนี้

คนลาวที่ฝรั่งเศสทำดีกับวัดธรรมปทีปมาก

ข้อความระบุ 2 มกราคม 2018 ตะวันลับฟ้าที่มหานครปารีส ของประชาชนชาวลาว สิ้นแสงสุรีย์ลาวไกลบ้าน

เมื่อวานนี้ ประชาชนชาวลาวได้สูญเสียบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของประชาชนลาวในฝรั่งเศส คือ เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง ซึ่งเป็นพระโอรสของ พระมหากษัตริย์หรือที่คนลาวเรียกกันว่า “พระเจ้ามหาชีวิต” องค์สุดท้ายของลาว นั่นคือ พระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา และองค์ราชินีคู่พระบารมีคือ พระอัครมเหสีคำผูย ทั้งสองพระองค์มีพระราชโอรส-ธิดาร่วมกันทั้งสิ้น 5 พระองค์ ได้แก่

-องค์มกุฎราชกุมารวงศ์สว่าง

-เจ้าฟ้าชายศรีสว่าง

-เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง

-เจ้าฟ้าหญิงฉวีวรรณสว่าง มังคละมณีวงศ์

-เจ้าฟ้าหญิงดาราสว่าง ศรีสุภานุวงศ์

พ.ศ.2518 ราชอาณาจักรลาวเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตย ไปสู่ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ราชบัลลังก์ลาวถูกยกเลิก สมาชิกราชวงศ์ถูกถอดออกจากฐานันดร

บรรดาประชาชน พ่อค้า นักการเมืองนับล้านคน อพยพหนีคอมมิวนิสต์ออกนอกประเทศ

ทว่าพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ ยังคงประทับอยู่ในลาว รวมทั้งอดีตกษัตริย์ พระราชินี องค์มกุฎราชกุมาร พระราชโอรส เจ้าฟ้าชายพระอนุชาในพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัว

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีความพยายามจากฝ่ายราชอาณาจักรทูลเชิญอดีตสมาชิกราชวงศ์ให้เสด็จลี้ภัย รวมทั้งการต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ด้วยกำลังทางทหารอยู่หลายครั้งแต่ผลลัพธ์กลับเป็นลบ

ย่างเข้าปีที่ 2 แห่ง “การปลดปล่อย” สมาชิกราชวงศ์ถูกเชิญตัวไปยังค่ายสัมมนา เพื่อเรียนรู้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

อดีตกษัตริย์ พระราชินี องค์มกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้าชายศรีสว่าง พระราชวงศ์ ราชนิกุล ที่ประทับในลาวเกือบ 30 องค์ถูกเชิญตัวไปพร้อมๆ กัน

ขณะที่เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง และพระชายา ซึ่งประทับอยู่ในนครเวียงจันทน์ ทรงไหวตัวออกจากที่ประทับได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเสด็จข้ามมาฝั่งไทย และขอลี้ภัยไปยังฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์เล็กของกษัตริย์และราชินีลาวองค์สุดท้าย จึงเป็นพระราชโอรสองค์เดียว ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากระบอบใหม่ได้

หลังการรวมตัวกันของอดีตนักการเมือง ข้าราชการ-ทหาร ประชาชนลาวโพ้นทะเล เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ได้ทูลเชิญ เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์ องค์ประธานสมาชิกพระราชวงศ์ รับราชภาระ “ผู้สำเร็จราชการ ต่างพระเนตร พระกรรณพระเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว”

ระหว่างลี้ภัยในฝรั่งเศส เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง เปรียบดังองค์สมมุติกษัตริย์ของลาวพลัดถิ่น ทรงปฏิบัติราชกิจตลอดทั้งปี เพื่อบำรุงความเป็นลาวให้คงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางศาสนา และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหล่อเลี้ยงลมหายใจของประเพณีโบราณลาว เช่น การเสด็จไปเป็นองค์ประธานร่วมกับเจ้าฟ้าชายสุริวงศ์สว่าง องค์รัชทายาทลาว ในพระราชพิธีบาศรีหลวง ที่ประชาชนลาวโพ้นทะเลพร้อมใจกันจัดถวาย บุญปีใหม่ บุญเข้า-ออกพรรษา ตลอดจนการปรากฏพระองค์ในที่ชุมนุมทหารผ่านศึก

ทรงเป็นบุคคลสำคัญของชาวลาว ทั้งในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์เพียงไม่กี่องค์ที่มีช่วงชีวิตพาดผ่านประวัติศาสตร์โชกเลือดบนแผ่นดินลาว และในฐานะของศูนย์รวม “ความหวัง” ของลาวบ้านไกล

เจ้าฟ้าชายโสริยวงศ์สว่าง ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2480 ที่โฮงหัวลาด พระราชอาณาจักรหลวงพระบาง แคว้นลาว ประเทศอินโดจีน สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคชรา เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิริพระชนมายุได้ 80 พรรษา 11 เดือน 12 วัน

“น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”

.....................................................................