Get Adobe Flash player

ไทยอินโด-มาเลย์-เวียดนาม ตั้งกก.กำหนดราคายางพารา

Font Size:

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมืออินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนาม ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคายางพาราของผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส 1 พฤษภาคม 2561 นายธานี แสงรัตน์ กลสุลใหญ่ฯ แจ้งถึงนโยบาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการรักษาเสถียรสภาพราคายาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามที่ได้รับข้อมูลจากฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ฯ ดังนี้

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาซื้อขายยางพาราในประเทศ ประกอบด้วยภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชาวสวนยาง ซึ่งน่าจะเป็นรูปธรรมภายใน ๓ เดือนข้างหน้านี้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้หารือกับประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อีก 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดราคายางพาราสำหรับผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เพื่อสร้างตลาดและอำนาจการต่อรองคล้ายกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันอย่างโอเปก ซึ่งขณะนี้แต่ละประเทศมีความเห็นสอดคล้องกันในระดับเอกอัครราชทูตแล้ว รอเพียงการยืนยันระดับรัฐบาล ซึ่งคาดว่าในเดือนพฤษภาคม นี้จะเห็นความชัดเจน

แม้ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ราคายางพาราในประเทศของไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยล่าสุด ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 50.19 บาท/กิโลกรัมทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคายาง แต่จะไม่มีการโค่นต้นยางอย่างแน่นอน เว้นแต่เป็นต้นยางถึงอายุ 25-30 ปี ที่เกษตรกรมีแผนจะโค่นอยู่แล้ว สำหรับแนวทางการดูแลเสถียรภาพราคายางนั้นมีทั้งมาตรการในประเทศและระหว่างประเทศ โดยในประเทศคือการเพิ่มการใช้ยางพาราของภาครัฐเป้าหมาย 2 แสนตัน ภายในปีงบประมาณนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าหมายเพราะหลังจากมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไข การใช้ยางพาราสำหรับงานก่อสร้างต่างๆแล้วพบว่ายอดการใช้ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นตัน โดยหน่วยงานหลัก ที่จะเข้ามาใช้ยางพาราภายใต้มาตรการนี้คือกรมทางหลวงชนบทและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเตรียมออกคำสั่งให้หน่วยงานทหารนำยางพาราในสต๊อกที่มีอยู่ 1.05 แสนตัน ไปใช้ในงานก่อสร้างถนนของกองทัพโดยใช้งบกลาง ซึ่งสต๊อกที่ลดลงจะสามารถลดแรงกดดันราคาได้อีกทางหนึ่ง

............................................................